Author Archive

สูตรลับพลังสู่ความสำเร็จแบบอัจฉริยะ

เมื่อวานนี้ (9 มิถุนายน 2554) ผมแวะเข้ามาเช็คบล็อก เลยมีโอกาสได้เจอข้อความที่คุณพัฒนะ มรกตสินธุ์ (ผู้เขียนหนังสือ “ทางด่วนสู่ความสำเร็จ”) โพสต์ฝากไว้ให้ ต้องขอบคุณมากเลยครับ
ไม่เคยคิดว่า บล็อกเล็กๆ ของผม จะมีโอกาสผ่านสายตานักเขียนท่านใดได้ เพราะผมเองก็ไม่ใช่นักเขียน เป็นเพียงแต่คนที่ชอบอ่าน แล้วก็นำมาแบ่งปันเท่านั้น ยอมรับว่าดีใจ … ที่คุณพัฒนะให้เกียรติเข้ามาอ่าน และยังกรุณาฝากข้อความดีๆ ไว้ให้ ขอบคุณจริงๆ ครับ
ผมเองไม่เคยรู้จักคุณพัฒนะเป็นการส่วนตัวมาก่อน และก็เพิ่งมีโอกาสได้อ่านหนังสือของคุณพัฒนะเล่มแรกคือ “ทางด่วนสู่ความสำเร็จ” แต่ว่าอ่านแล้วรู้สึกชอบ เพราะวิธีการเขียนและนำเสนอของคุณพัฒนะเป็นไปแบบง่ายๆ ทำให้เวลาอ่านแล้วเข้าใจง่ายไปด้วย เพื่อนๆ ท่านใดมีโอกาสผ่านร้านหนังสือ ลองแวะเข้าไปเปิดอ่านดูสิครับ บางทีอาจจะได้หนังสือดีๆ เล่มนี้ ติดมือกลับมาอ่านที่บ้านก็ได้
อ้อ … ผมได้ไปหาซื้อหนังสือ “สูตรลับพลังสู่ความสำเร็จแบบอัจฉริยะ” ที่ฟิวเจอร์รังสิต ดูอยู่สามสี่ร้า้น ไม่ว่าจะเป็นซีเอ็ดบุ๊ค นายอินทร์ และ B2S ทั้งสองสาขา … ไม่มีเลยครับ แต่ไม่เป็นไรครับ [...]

ไม่กล้าเปลี่ยน ก็ไม่มีโอกาส

วันนี้ผมมีหนังสือมาฝากกันอีกหนึ่งเล่ม จริงๆ แล้วหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ของผมหรอกครับ แต่เป็นหนังสือของน้องคนหนึ่งเอามาให้อ่านครับ โดยกำชับมาเลยว่าให้ผมอ่านเรื่อง “เพื่อให้ได้ดี จำต้องร้ายใส่” ไม่มีอะไรมากหรอกครับ น้องเขาคงอยากให้กำลังใจผม เพื่อที่จะได้มีกำลังใจในการต่อสู้และมุมานะพยายามกับการทำงานต่อไป
ผมอ่านแล้วรู้สึกชอบนะ โดนใจดี บางครั้ง … บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเรา และเรามองว่าร้าย ในความเป็นจริง มันอาจจะไม่ได้ร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้ ลองมองหลายๆ มุม แล้วคิดตรึกตรองให้ดีครับ ขอบคุณน้องท่านนี้มากๆ ที่นำกำลังใจดีๆ มามอบให้กับผมครับ
ผมว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือปลุกพลังที่ดีเล่มหนึ่งเลย “เจิง เสี่ยวเกอ” กระตุ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักถึงการ “ปลุกพลังภายในตนเอง” และมีสายตาแหลมคมที่จะมองเห็นโอกาสดีๆ ในชีวิต ก่อนจะคว้ามันมาเป็นของตน ด้วยความกล้าหาญและผ่าเผย …
หลายคนเฝ้าดูโอกาสเกิดขึ้น แล้วก็ผ่านไป … วันแล้ว วันเล่า …
บางทีโอกาสที่ควรจะเป็นของตัวเอง ก็กลายเป็นของคนอื่น หรือบางโอกาสก็เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แล้วก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย

บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า

“ลูกเอ๋ย ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมืหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือ บารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวเองไม่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัว
เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมาก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง จงจำไว้นะ เมื่อยังไม่ถึงเวลา เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า”

เมื่อยังไปไม่ถึงที่สุด จงอย่าหยุดความตั้งใจ

หลายต่อหลายคน ทำสิ่งต่างๆ ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ก็ละเลิกความพยายาม เพียงคิดว่า “เราทำไม่ได้ เราคงทำไม่สำเร็จ”
เป็นที่น่าสังเกตว่า …
คนเรามักจะละทิ้งความเพียรพยายาม เกิดความเบื่อหน่าย ปล่อยวางจากสิ่งที่เป็นธุระหน้าที่ของตน จนทำให้เกิดความเสียหายตามมา
เชื่อหรือไม่ว่า …
คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ไปไม่ถึงจุดมุ่งหมายปลายทางของชีวิต เป็นเพราะเขาคิดว่า “เขาทำไม่ได้” เขาจึงมักประสบกับความล้มเหลวอยู่ร่ำไป
แต่สำหรับคนที่มีความพยายาม …
เขาไม่เคยละทิ้งความเพียร เขามีความตั้งใจและพยายามอย่างถึงที่สุด อย่างเต็มความสามารถ อย่างไม่ย่อท้อ ไม่นานนักเขาก็จะประสบความสำเร็จ เพราะเขาคิดว่า “เขาทำได้” เขาจึงทำได้อย่างง่ายดาย

คนที่พากเพียรไม่หยุด เทวดาก็กีดกันไม่ได้

พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ว่า “บุคคลใดที่มีความเพียร ในการทำกิจการต่างๆ ย่อมมีความสำเร็จเป็นผลตอบแทน” คนเราถ้ามัวแต่รำพึงถึงความหลัง ก็มีแต่จะหดหาย มัวหวังวันข้างหน้า ก็มีแต่จะละลาย อันใดยังไม่มาถึง อันนั้นก็ยังไม่มี รู้อย่างนี้แล้ว เมื่อมีฉันทะเกิดขึ้น คนฉลาดที่ไหนจะปล่อยให้หายไปเปล่า ความพยายาม ความพากเพียรทำปัจจุบันให้ดีที่สุดในทุกๆ เรื่องเท่านั้น ที่จะทำให้เราเป็นผู้ประสบความสำเร็จในภายภาคหน้าได้ ตราบใดที่ยังไม่สำเร็จในเป้าหมาย เราก็ต้องเดินหน้าต่อไป วิธีการมีหลากหลาย เพียงแต่เรานำมาใช้ให้ถูกเท่านั้นเอง
บางครั้งวิธีการใดวิธีการหนึ่งไม่อาจนำมาซึ่งความสำเร็จ เราก็ต้องใช้ปัญญาพิเคราะห์ เพื่อให้ได้วิธีการที่เหมาะสม ตัวอย่างก็มีให้เห็น …
พระบรมศาสดากว่าจะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้ได้ พระองค์ก็ทรงทดลองมามากมายหลากหลายวิธี ครั้งหนักสุดก็คือ การบำเพ็ญทุกรกิริยา (กิริยาที่ทำได้โดยยาก ได้แก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ ด้วยวิธีการทรมานตนด้วยวิธีต่างๆ)

วิธีหารายได้บนอินเทอร์เน็ตด้วยธุรกิจเครือข่าย SNATUR

หากคุณลองมองย้อนไปในอดีต เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หลายบ้านยังไม่มีโทรทัศน์ แต่ปัจจุบัน ทุกบ้านจะมีโทรทัศน์ และมีหลายบ้านที่มีโทรทัศน์มากกว่า 1 เครื่อง ในทางกลับกัน วันนี้มีหลายบ้านที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ และไม่ได้ติดตั้งอินเตอร์เน็ต หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองการณ์ไกล ในอนาคตทุกบ้านจะมีคอมพิวเตอร์ พร้อมติดตั้งอินเตอร์เน็ต และทุกคนจะใช้อินเตอร์เน็ตเป็น จากนี้ต่อไป อินเตอร์เน็ตจะเป็นช่องทางใหญ่และสำคัญในการทำธุรกิจ ทำงาน และสร้างรายได้ได้อย่างมหาศาล หากคุณทำเป็น และทำอย่างถูกวิธี
แล้ววันนี้ ? คุณเตรียมพร้อม หรือมีธุรกิจอะไรบนอินเตอร์เน็ต เพื่อก่อให้เกิดรายได้แล้วหรือยัง ?
คุณทราบหรือไม่ว่า คนไทยหลายคน มีรายได้เพิ่มหลักแสนบาทต่อเดือน จากการทำงานเสริมผ่านอินเตอร์เน็ต โดยที่ยังสามารถทำงานอื่นได้ตามปกติ ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้อินเตอร์เน็ต และต้องการหารายได้เพิ่ม คุณเพียงศึกษาวิธีการทำงาน และทำตามระบบที่เราแนะนำ เท่านี้คุณก็สามารถมีรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน จากการร่วมทำธุรกิจกับเรา

ทางด่วนสู่ความสำเร็จ

วันนี้ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ อีกเล่มหนึ่ง ชื่อ “ทางด่วนสู่ความสำเร็จ” อ่านจบแล้วรู้สึกชอบมาก ได้มุมมองและแง่คิดดีๆ มากมาย เลยอดไม่ได้ที่จะเอามาฝากกัน โดยเฉพาะพี่ๆ น้องๆ ในทีมงานเอสเนเจอร์ของผมทุกคน อยากให้ได้อ่านกันจริงๆ จะได้ช่วยเสริม ช่วยเติม กำลังใจในการทำงานให้กันและกัน วันนี้เราทำงานเป็นทีม อย่างน้อยเราควรเรียนรู้ที่จะแบ่งปัน
และในวันนี้ ผมได้คัดลอกบทความที่ผมชอบมากบทหนึ่ง จากหนังสือเล่มนี้มาให้อ่านกัน หากอ่านจบแล้วเกิดติดใจ อยากจะอ่านต่อ ก็ลองไปหาซื้อมาอ่านกันดูนะครับ
ทางด่วนสู่ความสำเร็จ
ริมบึงใหญ่แห่งหนึ่ง แวดล้อมด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย เพราะที่แห่งนี้มีสองหนุ่มนักตกปลาฝีมือเยี่ยม คนหนึ่งชื่อ “โจว” อีกคนชื่อ “ติง” นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาที่นี่เพราะอยากชมฝีมือการตกปลาของทั้งคู่
แม้ว่าทั้งสองจะเป็นเพื่อนซี้กัน แต่อุปนิสัยของทั้งคู่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โจวเป็นหนุ่มหน้าตาหล่อ อารมณ์ดี เปิดเผย ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และชอบทำความรู้จักกับคนทั่วไป ผิดกับติง แม้จะเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีเสน่ห์ต้องใจสาวๆ แต่ติงเป็นคนเข่งขรึม ไม่ค่อยชอบคบค้าสมาคมกับใคร เขาชื่นชอบที่จะมีความสุข นั่งตกปลาอยู่เงียบๆ คนเดียว

ทุบหม้อข้าว

“บัดเดี๋ยวนี้ … อ้าย อี เพื่อนผู้รักชาติ ข้าวปลาที่พวกเอ็งได้กินกันที่ตรงหน้านี้ จงเสพกันให้สำราญในอาหารมื้อสุดท้ายนี้ และเมื่ออิ่มหนำแล้ว จงทุบหม้อข้าว หม้อแกง แลเสบียงทั้งหลายให้สิ้น  หากการรบในพรุ่งนี้หาใช่ที่เราควรจะชนะได้  พวกเอ็งก็อย่าหวังจะหวนทางเก่าที่ร้างรกไร้ซึ่งหม้อข้าวที่แหลกคามือเราเองนี้แล้วไซร้ ก็อย่าได้ให้อ้าย อี หน้าไหน มาได้เอาไปกิน  แลหากจักมีอาหารในมื้อต่อไป ให้พวกเอ็งจักอิ่มหนำสำราญได้พร้อมกับเอกราชของชาติไทย ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า …”
ปกติคำว่า “ทุบหม้อข้าว” ในทางธุรกิจ หมายถึงว่าเป็นการตัดทางทำมาหากิน แต่ในการศึกการสงครามคำว่า “ทุบหม้อข้าว” ซึ่งปรากฏในประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้น มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ไปคนละทาง กล่าวคือ
สมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งขณะนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองตากมีฐานันดรเป็นพระยา เมื่อได้ข่าวพม่าล้อมกรุงได้นำทัพลงมาสมทบเสริมกำลังป้องกันกรุงศรีอยุธยา คุมไพร่พลอยู่ใกล้วัดป่าแก้วหรือวัดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้พม่ายกทัพเข้าเมือง  แต่สถานการณ์ภายในกองทัพเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะพระเจ้าเอกทัศน์หรือมีฉายาว่า “ขุนหลวงขี้เรื้อน” มัวเมาแต่สตรีและน้ำจันท์  ข้าราชการ ทหาร ทั้งแม่ทัพนายกองและไพร่พลต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีเอาตัวรอดกันโกลาหลทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย

รวย สำเร็จ และสุขแบบตัน โออิชิ

หากถามว่า ความรวย ความสำเร็จ และความสุขสามารถเกิดขึ้นได้พร้อมๆ กันหรือไม่นั้น คุณตัน ภาสกรนที หรือตัน โออิชิ ถือเป็นบุคคลตัวอย่างที่สามารถสร้างความร่ำรวย ความสำเร็จ และมีความสุขได้ในขณะเดียวกัน ลองมาดูสิว่า ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในแบบฉบับของตัน ภาสกรนที
และวันนี้เราก็ได้คำตอบ โดยเฉพาะเคล็ดวิชาแห่งลูกเต๋า ที่ว่ากันว่า ถ้าเข้าใจแล้วทำอะไรได้หมด รวมทั้งพลังชีวิตที่มาจากครอบครัว ซึ่งหลายคนอาจหลงลืมไป ดังนั้นทุกวันนี้ภารกิจสำคัญที่ขาดไม่ได้ของเขาก็คือ การไปรับลูกสาวตัวน้อยจากโรงเรียนอนุบาลในช่วงบ่าย แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สิ่งนี้เหมือนเป็นการเติมเต็มให้เขาเดินหน้าทำงานต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง
ตอนนี้ลูกๆ มีใครนิสัยเหมือนคุณตันบ้างไหมคะ
ลูกสาวเขายังเล็ก ยังเฮฮา น่ารัก ยังดูไม่ออก แต่ลูกชายอายุเจ็ดขวบย่างแปดขวบนี่อาจจะเหมือนผม คือ เขาชอบทางด้านธุรกิจ เวลาไปไหนเห็นอะไร เขาจะคอมเม้นต์ตลอด บางครั้งผมยังคิดว่านี่เป็นความคิดของเด็กเจ็ดขวบหรือ แต่ทุกคนมีดีมีด้อย ลูกชายผมให้เขาเรียนหรือเขียนหนังสือเหมือนจะไม่เอาดีทางนี้ แต่ถ้าให้วาดรูปหรือเรื่องธุรกิจจะมีแวว

ขอโอกาส

“คนเก่ง คนมีความสามารถ แต่ไม่มีโอกาส ก็ไม่มีประโยชน์”
เคยมีใครคนหนึ่งพูดประโยคนี้เอาไว้ ทุกครั้งที่ผมได้ยินคำพูดนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง เขาชื่อ ‘วุฒิ’ เด็กหนุ่มร่างผอม ผิวสองสี เป็นสิวเต็มหน้า
วุฒิเป็นคนอาภัพ กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก อาศัยอยู่กับตายายที่มีรายได้เล็กน้อย หาเช้ากินค่ำ ด้วยอาชีพที่ไม่แน่นอน รับจ้างเขาไปทั่ว วุฒิจึงมีชีวิตอยู่อย่างขัดสน ใส่ชุดนักเรียนที่เก่า มีร่องรอยของการซ่อมแซมมากมาย มันทำให้เขาเป็นเด็กที่ค่อนข้างเงียบขรึม ไม่ร่างเริงเหมือนเด็กคนอื่นๆ มีเพื่อนน้อย ดูว่าผมจะสนิทกับเขามากที่สุด
ด้วยความเป็นเพื่อน ผมจึงคอยช่วยเหลือเขามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน หรือเรื่องเงินทอง ผมเองก็จะช่วยเท่าที่จะช่วยได้ เพราะครอบครัวผมก็ไม่ร่ำรวยอะไรนัก แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงเขามากที่สุดก็คือสภาพแวดล้อม เนื่องจากบ้านของวุฒิอยู่ในสลัมที่เต็มไปด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม ทำให้เขามีโอกาสที่จะถูกชักจูงไปในเส้นทางที่ไม่ดีได้ง่าย

เคล็ดลับการอ่านหนังสือแบบนักคิด

พอพูดถึงการอ่านแล้วหลายคนถึงกับมีอาการ (ง่วงนอน) เพราะนิสัยไม่ชอบอ่านมาตั้งแต่เด็ก บางคนชอบอ่านเป็นบางครั้ง บางเรื่อง บางเวลา และบางอารมณ์ แต่ในขณะที่บางคนเป็น “หนอนหนังสือ” เห็นตัวอักษรที่ไหน เมื่อไหร่ พลาดไม่ได้ จะต้องขออ่านไว้ก่อน ถ้าวันไหนไม่ได้อ่านหนังสือมันเหมือนกับชีวิตขาดอะไรบางอย่างไป และพฤติกรรมการอ่านหนังสือของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไปตามความชอบของแต่ละคน บางคนชอบอ่านหนังสือบนรถเมล์ บางคนชอบอ่านหนังสือก่อนนอน บางคนชอบอ่านหนังสือไปด้วยดูทีวีหรือฟังเพลงไปด้วย บางคนขาดไม่ได้ที่จะต้องอ่านหนังสือเวลาเข้าห้องน้ำ บางคนชอบอ่านหนังสือเวลาเครียด (ผมเองครับ … เทคนิคเฉพาะตัว ใครจะเอาไปใช้ก็ได้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ) และมีอีกสารพัดสไตล์ในการอ่านหนังสือของแต่ละบุคคล
แต่ประเด็นสำคัญที่ผมจะพูดในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการอ่าน หรือไม่ได้อยู่ที่ใครจะอ่านมากอ่านน้อย อ่านบ่อยอ่านถี่ แต่จะแนะนำเทคนิควิธีการในการอ่านหนังสืออย่างนักคิด พูดง่ายๆคืออ่านหนังสืออย่างไรจึงจะทำไห้เราได้ทั้งความรู้และพัฒนาศักยภาพทางความคิดไปในตัวด้วยนั่นเอง

Powered by WordPress | Designed by: Virtual Server Hosting | Compare CD Rates Online, Bob Seger Tour and Registry Booster 2011