วันนี้ผมมีหนังสือมาฝากกันอีกหนึ่งเล่ม จริงๆ แล้วหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ของผมหรอกครับ แต่เป็นหนังสือของน้องคนหนึ่งเอามาให้อ่านครับ โดยกำชับมาเลยว่าให้ผมอ่านเรื่อง “เพื่อให้ได้ดี จำต้องร้ายใส่” ไม่มีอะไรมากหรอกครับ น้องเขาคงอยากให้กำลังใจผม เพื่อที่จะได้มีกำลังใจในการต่อสู้และมุมานะพยายามกับการทำงานต่อไป
ผมอ่านแล้วรู้สึกชอบนะ โดนใจดี บางครั้ง … บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเรา และเรามองว่าร้าย ในความเป็นจริง มันอาจจะไม่ได้ร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้ ลองมองหลายๆ มุม แล้วคิดตรึกตรองให้ดีครับ ขอบคุณน้องท่านนี้มากๆ ที่นำกำลังใจดีๆ มามอบให้กับผมครับ
ผมว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือปลุกพลังที่ดีเล่มหนึ่งเลย “เจิง เสี่ยวเกอ” กระตุ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักถึงการ “ปลุกพลังภายในตนเอง” และมีสายตาแหลมคมที่จะมองเห็นโอกาสดีๆ ในชีวิต ก่อนจะคว้ามันมาเป็นของตน ด้วยความกล้าหาญและผ่าเผย …
หลายคนเฝ้าดูโอกาสเกิดขึ้น แล้วก็ผ่านไป … วันแล้ว วันเล่า …
บางทีโอกาสที่ควรจะเป็นของตัวเอง ก็กลายเป็นของคนอื่น หรือบางโอกาสก็เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แล้วก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย
เราจึงต้องกลับมาค้นหาพลังภายในของตัวเอง ที่จะกล้าหาญ ลุกขึ้นมาสร้างอนาคตจากวันนี้ ไม่ยอมให้โอกาสดีๆ เดินผ่านหน้าไปโดยต้องนั่งพร่ำบ่นฟูมฟาย ด้วยความเสียดายไม่รู้จบ
“ชีวิต … ให้โอกาสแก่คนทุกคน คนทุกคน ต่างมีโอกาสดีๆ ในชีวิต โดยไม่ต้องยื้อแย่งเอามาจากใคร”
ถึงตอนนี้คงมีบางท่านอยากจะทราบแล้วว่าบทความเรื่อง “เพื่อให้ได้ดี จำต้องร้ายใส่” นั้นมีเนื้อหาเป็นอย่างไร ลองอ่านกันดูครับ ผมคัดลอกมาฝากแล้ว … อาจได้อะไรดีๆ กลับไปบ้าง
เพื่อให้ได้ดี จำต้องร้ายใส่
จากการวิจัยของนักนิเวศวิทยา ‘เหยี่ยว’ เป็นสัตว์ปีกที่มีวิถีชีวิตแปลกประหลาดประเภทหนึ่ง เพราะพวกมันจะสร้างรังไว้บนยอดไม้สูงหรือไม่ก็ตามริมหน้าผา และนั่นก็ช่วยให้มันรอดพ้นจากการรุกรานของสัตว์ชนิดอื่นๆ
เมื่อนักนิเวศวิทยาใช้กล้องส่องทางไกลสังเกตการณ์ก็เห็นถึงวิธีการสร้างรังของแม่นกเหยี่ยว มันจะใช้ปากแหลมคาบกิ่งไม้มีหนามมาสร้างพื้นรัง จากนั้นก็คาบก้อนหินแหลมเล็กวางไว้ด้านบนอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นจึงเอาเศษใบไม้แห้ง ขนสัตว์ หรือหนังสัตว์ คลุมก้อนหินอีกทีให้เป็นรังที่พร้อมสำหรับการฟักไข่
เมื่อลูกเหยี่ยวฟักตัวออกจากไข่มาลืมตาดูโลก พวกมันก็อาศัยอยู่ในรังแห่งนั้น โดยแม่เหยี่ยวจะคาบหนอน เนื้อสัตว์ กลับมาป้อนใส่ปากลูกน้อยเป็นประจำอยู่เช่นนี้ วันแล้ววันเล่าที่แม่เหยี่ยวคอยหาอาหารและปกป้องลูกมันด้วยความทะนุถนอมให้พ้นจากศัตรูทั้งมวล แต่ทว่าเมื่อลูกนกค่อยๆ เติบโตปีกขนฟูฟ่องขึ้น เวลานั้นท่าทีของแม่นกก็จะเปลี่ยนไป เพราะมันรู้ว่าถึงเวลาที่ลูกน้อยจะต้องเรียนรู้ ‘การอยู่รอดด้วยตัวเอง’ ได้แล้ว
แม่นกเริ่มก่อกวนรังที่อาศัยอยู่ มันจะคาบใบไม้ ขนสัตว์ไปทิ้ง เหลือเพียงกิ่งไม้แหลมกับก้อนหินคมๆ ทิ่มแทงผิวหนังลูกเหยี่ยวจนต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ไม่เพียงแค่นั้น แม่เหยี่ยวยังกางปีกขับไล่ลูกๆ ของตน ในที่สุดลูกเหยี่ยวจำต้องฝืนกางปีกโผบินออกจากรังไป
เพราะต้องการให้ลูกน้อยกางปีกบินร่อนได้อยู่บนฟ้ากว้าง แม่เหยี่ยวจึงจำต้องบีบให้ลูกเหยี่ยว ‘บินหนีจากรังอบอุ่น กล้าหาญที่จะเรียนรู้การอยู่ด้วยตนเอง’ แม้ลูกเหยี่ยวหัดบินจะโซไปเซมา ทว่าว่าแม่เหยี่ยวก็ยังเฝ้ามองอยู่ไม่ห่างจนกว่าลูกของมันจะกางปีกแข็งแกร่ง โผบินได้เอง!
‘กิ่งไม้มีหนามแหลม มันผลิแย้มดอกกุหลาบอันอ่อนนุ่ม’
แม่เหยี่ยวรู้ถึงหลักการสำคัญนี้ หากต้องการให้ลูกเหยี่ยวได้ดี ก็ต้องใช้วิธีการที่ผิดแผกออกไปบีบให้ลูกเติบโต ด้วยจิตใจที่หวังดี …
ผู้เขียน : เจิง เสี่ยวเกอ
ผู้แปล : สุธิมา โพธิ์เงิน
ที่มา : หนังสือ “ไม่กล้าเปลี่ยน ก็ไม่มีโอกาส”

ปกหลังของหนังสือ "ไม่กล้าเปลี่ยน ก็ไม่มีโอกาส"
ปล. แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่ใช่ของผม แต่หลังจากที่ผมได้อ่านจนจบแล้ว คิดว่าคงต้องไปซื้อมาเป็นสมบัติส่วนตัวแล้วหล่ะครับ จะได้อ่านซ้ำบ่อยๆ ส่วนเล่มนี้คงต้องรีบนำไปคืนน้องเขาแล้วละครับ หากเพื่อนๆ ท่านใดสนใจ ก็ลองไปหาซื้อมาอ่านกันนะครับ ที่ 7-11 ก็มีครับ ….
TUSsanaPAK




มิถุนายน 10th, 2011
tussanapak 
Posted in
Tags: 






