
“บัดเดี๋ยวนี้ … อ้าย อี เพื่อนผู้รักชาติ ข้าวปลาที่พวกเอ็งได้กินกันที่ตรงหน้านี้ จงเสพกันให้สำราญในอาหารมื้อสุดท้ายนี้ และเมื่ออิ่มหนำแล้ว จงทุบหม้อข้าว หม้อแกง แลเสบียงทั้งหลายให้สิ้น หากการรบในพรุ่งนี้หาใช่ที่เราควรจะชนะได้ พวกเอ็งก็อย่าหวังจะหวนทางเก่าที่ร้างรกไร้ซึ่งหม้อข้าวที่แหลกคามือเราเองนี้แล้วไซร้ ก็อย่าได้ให้อ้าย อี หน้าไหน มาได้เอาไปกิน แลหากจักมีอาหารในมื้อต่อไป ให้พวกเอ็งจักอิ่มหนำสำราญได้พร้อมกับเอกราชของชาติไทย ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า …”
ปกติคำว่า “ทุบหม้อข้าว” ในทางธุรกิจ หมายถึงว่าเป็นการตัดทางทำมาหากิน แต่ในการศึกการสงครามคำว่า “ทุบหม้อข้าว” ซึ่งปรากฏในประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้น มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ไปคนละทาง กล่าวคือ
สมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งขณะนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองตากมีฐานันดรเป็นพระยา เมื่อได้ข่าวพม่าล้อมกรุงได้นำทัพลงมาสมทบเสริมกำลังป้องกันกรุงศรีอยุธยา คุมไพร่พลอยู่ใกล้วัดป่าแก้วหรือวัดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้พม่ายกทัพเข้าเมือง แต่สถานการณ์ภายในกองทัพเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะพระเจ้าเอกทัศน์หรือมีฉายาว่า “ขุนหลวงขี้เรื้อน” มัวเมาแต่สตรีและน้ำจันท์ ข้าราชการ ทหาร ทั้งแม่ทัพนายกองและไพร่พลต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีเอาตัวรอดกันโกลาหลทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย
กองทัพพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ประมาณ ๒ ปี พระยาตากคาดการณ์ว่ากรุงศรีอยุธยาคงจะต้องแตกแน่ เพราะกำลังหนุนของพม่านั้นใหญ่หลวงนัก ประกอบกับทัพพระยาตากขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก ถ้าสู้รบต่อไปก็เท่ากับพาทหารไปตายโดยไร้ประโยชน์ จึงวางแผนตีฝ่าวงล้อมพม่าไปสะสมเสบียงอาหารกำลังคนและอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยา
ดังนั้นในวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๓๑๐ พระยาตากรวบรวมไพร่พลทั้งไทยจีนได้ประมาณ ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมพม่ามุ่งไปยังหัวเมืองชายทะเลตะวันออกที่ยังปลอดภัยจากอิทธิพลพม่าและเป็นศูนย์กลางการติดต่อกับหัวเมืองสำคัญอื่นๆ ของราชอาณาจักร รวมทั้งเหมาะสมที่จะใช้เป็นฐานยุทธศาสตร์ แลเมื่อมาถึงเมืองจันทบุรีเห็นมีชัยภูมิเหมาะสมและมีความแข็งแกร่ง เหมาะแก่การส้องสุมผู้คนเพื่อกอบกู้อิสรภาพ แต่เจรจากับเจ้าเมืองจันทบุรีแล้วไม่สำเร็จ จึงเหลือหนทางเดียวคือ ต้องตียึดเมืองนี้ให้ได้ แต่เนื่องจากจันทบุรีเป็นเมืองที่แข็งแกร่งดังกล่าว จึงต้องมีการเสริมสร้างจิตใจกล้าสู้กล้าตายของเหล่าพลรบ และขนานนามว่า “ยุทธการ ทุบหม้อข้าว”
ดังพงศาวดารบันทึกไว้ว่า พิชัยยุทธ์การรบพุ่งในสมัยสร้างเอกราชให้ประเทศชาติของพระเจ้าตากสิน จอมทัพผู้เกรียงไกรพร้อมใจอันเด็ดเดี่ยวทระนง ได้ผลิตกุศโลบายอันโอฬารในสถานการณ์ข้นแค้น โดยประกาศว่า …
“บัดเดี๋ยวนี้ … อ้าย อี เพื่อนผู้รักชาติ ข้าวปลาที่พวกเอ็งได้กินกันที่ตรงหน้านี้ จงเสพกันให้สำราญในอาหารมื้อสุดท้ายนี้ และเมื่ออิ่มหนำแล้ว จงทุบหม้อข้าว หม้อแกง แลเสบียงทั้งหลายให้สิ้น หากการรบในพรุ่งนี้หาใช่ที่เราควรจะชนะได้ พวกเอ็งก็อย่าหวังจะหวนทางเก่าที่ร้างรกไร้ซึ่งหม้อข้าวที่แหลกคามือเราเอง นี้แล้วไซร้ ก็อย่าได้ให้อ้าย อี หน้าไหน มาได้เอาไปกิน แลหากจักมีอาหารในมื้อต่อไป ให้พวกเอ็งจักอิ่มหนำสำราญได้พร้อมกับเอกราชของชาติไทย ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า ..”
ครั้นถึงเวลาค่ำ พระยาตากจึงได้สั่งให้ทหารไทยจีนลอบเข้าไปอยู่ตามสถานที่ซึ่งวางแผนไว้แล้ว ให้คอยฟังสัญญาณเข้าตีเมืองพร้อมกัน พอได้ฤกษ์เวลา ๓ นาฬิกา เจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาณบอกพวกทหารเข้าตีเมืองพร้อมกัน ส่วนพระยาตากก็ไสช้างเข้าพังประตูเมืองชาวเมืองที่ประจำการอยู่ก็ยิงปืนใหญ่เข้าใส่ นายท้ายช้างเกรงว่าพระยาตากจะถูกยิงจึงบังคับช้างให้ถอยออกมา พระยาตากโมโหสุดขีดชักดาบออกมาจะฟันนายท้ายช้างฐานใจไม่ถึง นายท้ายช้างรีบร้องขอชีวิต แล้วรีบไสช้างเข้าชนบานประตูเมืองพังลง
ทหารพระยาตากจึงกรูกันเข้าเมืองได้ พวกชาวเมืองต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีไป ส่วนพระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือหนีไปยัง เมืองบันทายมาศ พระยาตากตีเมืองจันทบุรีได้
หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว ๒ เดือน ยุทธการทุบหม้อข้าวของพระยาตากจึงจบลงเพียงเท่านี้ แต่ขอถ่ายทอดให้หมดสิ้นกระบวนความเพื่อสดุดีเจตนารมย์ที่ยิ่งใหญ่และขยายเป็นมหาวีรกรรมในการกู้ชาติว่า
เมื่อยึดเมืองจันทบุรีได้แล้ว พระยาตากได้เคลื่อนทัพไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎรเกิดความเกรงกลัวต่างพากันมาอ่อนน้อมโดยดี ที่ปากน้ำเมืองตราดมีเรือสำเภาจีนมาทอดทุ่นอยู่หลายลำ พระยาตากได้เรียกนายเรือมาพบ แต่พวกจีนนายเรือขัดขืนต่อสู้ พระยาตากจึงลงเรือรบ คุมกองเรือไปล้อมสำเภาจีนเหล่านั้นได้ทำการต่อสู้กันอยู่ประมาณครึ่งวัน พระยาตากก็ยึดสำเภาจีนไว้ได้หมดได้ทรัพย์สินจำนวนมาก และเริ่มสะสมกำลังรบและกำลังเงินจากเมืองต่างๆ และที่สุดก็รวบรวมได้กองทัพที่เข้มแข็ง จึงได้ชิงเมืองอยุธยาจากพม่านำเอกราชกลับมาให้ประเทศชาติได้สำเร็จ แต่ก็จำต้องย้ายราชธานีมาตั้งที่กรุงธนบุรี เพราะราชธานีกรุงศรีอยุธยานั้นไม่เหมาะสมในการสงครามอีกแล้ว ประกอบทั้งเสียหายเกินกว่าจะบูรณะได้ดีดังเดิม
สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะได้ทุ่มเทกายใจพร้อมชีวิตกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ ๒๘ ธันวาคม ของทุกปี (ซึ่งตรงกับวันปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์) เป็น “วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน” และคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ถวาย พระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”
ผู้เขียน : สุนทร
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=275129

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
โดยส่วนตัวแล้วผมชอบกลยุทธ์การทำสงครามด้วยวิธี “ทุบหม้อข้าว” ของพระเจ้าตากสินมหาราชมากครับ เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่สามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานได้ทุกอาชีพ อย่างผมทำธุรกิจเครือข่าย ผมก็นำแนวความคิดนี้มาปรับใช้ในการทำงาน จริงอยู่ … ที่เราอาจไม่จำเป็นต้องทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้งเหมือนอย่างท่าน เพียงแต่ ใช้วิธีการนี้เป็นแนวคิดและเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจของเรา ไม่ว่าธุรกิจของเราจะเป็นธุรกิจเครือข่ายหรือธุรกิจอะไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องทำ คือ .. เดินหน้าอย่างเดียวเท่านั้นจึงจะสำเร็จ เราต้องทำอย่างตั้งใจและจริงจัง เสมือนหนึ่งว่า “วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต” เราไม่มีอะไรเหลือแล้ว แม้กระทั่งเวลาเราก็ไม่เหลือ เราถอยหลังไม่ได้ เราเดินมาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับไปได้
ลองคิดดูนะครับ สมมติว่าถ้าวันนี้เราว่ายน้ำเพื่อจะไปยังเกาะที่สมสวยงามเกาะหนึ่งกลางทะเล แต่ตอนนี้เราว่ายน้ำมาได้เพียงครึ่งทาง เราอยู่ตรงกลางพอดีระหว่างฝั่งกับเกาะ และรู้ว่าสึกตัวเองกำลังจะหมดแรง และอาจจะไปไม่ถึงเกาะที่หมาย เราจะเลือกทำสิ่งใด
ระหว่างว่ายน้ำกลับเข้าหาฝั่ง กับว่ายน้ำต่อไปยังเกาะ …
คนส่วนใหญ่มักจะเลือกว่ายน้ำกลับเข้าหาฝั่ง เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้ การว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง จึงเป็นสิ่งที่ดีและปลอดภัยที่สุด
ในขณะที่ส่วนน้อยบางคน เลือกที่จะว่ายต่อ สุดท้ายเขาก็ทำสำเร็จ … ใช่ครับ เขาไปถึงเป้าหมาย
เห็นไหมครับ ทั้งๆ ที่ระยะทางระหว่างว่ายเข้าหาฝั่งกับว่ายต่อไปยังเกาะจะเป็นระยะทางที่เท่ากัน แต่คนเราก็ยังเลือกที่จะทำไม่เหมือนกัน
ในการทำงานหรือทำธุรกิจอะไรก็ตาม ถ้าเรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จ เราจะต้องมุ่งมั่นและตั้งใจทำอย่างจริงจัง และต้องระลึกอยู่เสมอว่า “เราถอยหลังไม่ได้ ถอยเมื่อไรก็แพ้ เราอาจจะเดินช้าไปบ้าง ก้าวเท้าสั้นไปบ้าง แต่ถ้าเราไม่หยุด เราก็จะเดินไปถึง ..การหยุดอยู่กับที่ ก็คือการถอยหลัง เพราะไม่นานคนข้างหลังก็จะตามทันเรา และแซงเราไปในที่สุด …”
TUSsanaPAK




พฤษภาคม 15th, 2011
tussanapak 

Posted in
Tags: 






