
“คนเก่ง คนมีความสามารถ แต่ไม่มีโอกาส ก็ไม่มีประโยชน์”
เคยมีใครคนหนึ่งพูดประโยคนี้เอาไว้ ทุกครั้งที่ผมได้ยินคำพูดนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง เขาชื่อ ‘วุฒิ’ เด็กหนุ่มร่างผอม ผิวสองสี เป็นสิวเต็มหน้า
วุฒิเป็นคนอาภัพ กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก อาศัยอยู่กับตายายที่มีรายได้เล็กน้อย หาเช้ากินค่ำ ด้วยอาชีพที่ไม่แน่นอน รับจ้างเขาไปทั่ว วุฒิจึงมีชีวิตอยู่อย่างขัดสน ใส่ชุดนักเรียนที่เก่า มีร่องรอยของการซ่อมแซมมากมาย มันทำให้เขาเป็นเด็กที่ค่อนข้างเงียบขรึม ไม่ร่างเริงเหมือนเด็กคนอื่นๆ มีเพื่อนน้อย ดูว่าผมจะสนิทกับเขามากที่สุด
ด้วยความเป็นเพื่อน ผมจึงคอยช่วยเหลือเขามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน หรือเรื่องเงินทอง ผมเองก็จะช่วยเท่าที่จะช่วยได้ เพราะครอบครัวผมก็ไม่ร่ำรวยอะไรนัก แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงเขามากที่สุดก็คือสภาพแวดล้อม เนื่องจากบ้านของวุฒิอยู่ในสลัมที่เต็มไปด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม ทำให้เขามีโอกาสที่จะถูกชักจูงไปในเส้นทางที่ไม่ดีได้ง่าย
แต่ชีวิตของเขาก็ไม่ได้โชคร้ายไปเสียทั้งหมด แม้จะยากจน หน้าตาไม่โดดเด่น เรียนก็ไม่ได้เก่งอะไรมาก แต่วุฒิกลับมีความสามารถพิเศษในด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป ประดิฐสิ่งของ ปั้นดินน้ำมัน ผมเชื่อว่าถ้าเขาได้รับการส่งเสริมหรือเรียนรู้อย่างถูกหลัก ก็น่าจะไปได้ไกลและประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากนัก
แต่ชีวิตของเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อชีวิตก้าวมาถึงทางแยก วันที่เราเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
“เฮ้ย ทำไมเองไม่เรียนต่อวะ” ผมร้องถามเมื่อได้ยินแผนในอนาคตของเพื่อน
“ก็ข้าไม่มีเงินนี่”
น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ ผมเองก็อยากจะช่วยแต่คงเป็นไปไม่ได้ บ้านผมไม่รวยล้นฟ้า ยังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ ต้องขอเงินพ่อแม่อยู่เลย
“ไม่เรียน แล้วเอ็งจะทำอะไร”
“ไม่รู้สิ”
คำพูดที่ออกมาจากปากเขาทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นมาก คำว่า “ไม่รู้สิ” มันอาจจะหมายถึงการไปเป็นลูกน้องของผู้มีอิทธิพล ทำหน้าที่เฝ้าบ่อน ตามทวงหนี้นอกระบบ หรืออาจจะร้ายแรงกว่านั้น ถ้าเขาคิดรวยทางลัดด้วยการไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย ผมทำได้แค่เพียงช่วยเตือนสติ
“วุฒิ เอ็งเป็นคนที่มีฝีมือด้านศิลปะนะโว้ย อย่าให้พรสวรรค์ที่ติดตัวเองมาต้องสูญเปล่า”
“มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าข้าไม่มีเงิน คนเราปากท้องต้องมาก่อน ศิลปะบ้าบออะไรนั่นมันกินไม่ได้หรอก” เขาพูดด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
ผมได้แต่ตบไหล่ปลอบใจ อยากจะบอกเขาว่า สักวันถ้ามีโอกาส ข้าจะช่วยเอ็งในเรื่องนี้เอง แต่ผมก็ไม่กล้าพูดออกไป เพราะผมรู้ดีว่าอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน เราอาจจะเดินคนละเส้นทางกัน หรือไม่เขาอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่า และเป็นฝ่ายที่ช่วยเหลือผมก็ได้
…………………………………………………………………………..
สามปีผ่านไป ผมต้องมาอยู่ในเมืองหลวงเพื่อเรียนต่อในสาขากฎหมายตามี่ผมใฝ่ฝันเอาไว้ ผมเรียนหนักเพราะอยากจะจบเร็วๆ จนไม่มีเวลาได้กลับไปเยี่ยมบ้าน และนั่นทำให้ผมไม่ได้ข่าวคราวของวุฒิ ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะโชคดีได้มีโอกาสทำในสิ่งที่อยากทำ อย่าให้เขาเลือกเส้นทางเดินที่ผิดเลย
เมื่อพ่อโทร. มาบอกว่า ที่วัดแถวบ้านของผมได้มีการจัดงานฉลองปิดทองฝังลูกนิมิตอย่างยิ่งใหญ่ อยากให้กลับไปทำบุญ ผมรีบตอบรับในทันที เพราะคิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อนๆ โดยเฉพาะวุฒิ
เมื่อถึงบ้านในตอนเย็น หลังจากทานข้าวพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะแวะไปหาวุฒิที่บ้าน แต่เจ้าหลานชายวัยห้าขวบกลับร้องงอแงขอให้ผมพาไปเล่นเครื่องเล่นในงานวัด ประเภทชิงช้า ม้าหมุน ยิงเป้า ผมจึงต้องทำตามความต้องการของเจ้าตัวน้อย
ผมรีบไปตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกดิน เพราะผู้คนยังไม่พลุกพล่านมากนัก เมื่อไปถึงบริเวณงาน เจ้าหลานชายอยากขึ้นไปเล่นม้าหมุน แต่เมื่อผมเหลียวมองไปยังชิงช้าสวรรค์ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ผมก็ยิ้มกว้างออกมา เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างผอมคนหนึ่งกำลังควบคุมมอเตอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ขับดันกระเช้านับสิบตัวให้หมุนไปอย่างช้าๆ และคอยหยุดเพื่อให้ผู้โดยสารได้ขึ้นหรือลง ผมรีบจูงมือหลานตรงไปหาเขาทันที
“วุฒิ” ผมร้องทัก
“อ้าว กรณ์”
เขาทักตอบ สีหน้าตื่นเต้นไม่แพ้ผม รีบฝากงานที่รับผิดชอบให้เพื่อนอีกคนก่อนจะเดินมาหา
“มาเมื่อไหร่วะ ไม่เจอกันนานเลยนะเพื่อน” เขาเป็นฝ่ายถามไถ่ทุกข์สุข ก่อนจะชวนผมเดินไปคุยไป
“วุฒิ เอ็งสบายดีนะ”
“ก็น่าจะดี ได้ทำงานตำแหน่งสูงมากเลยนะโว้ย” เขาพูดพร้อมชี้ไปยังชิงช้าสวรรค์ที่สูงเท่าตึกหลายชั้น เขายังคงชอบพูดประชดประชันเหมือนเดิม
“แต่ก็ถือว่าเป็นงานสุจริต” ผมพยายามพูดปลอบใจ แม้จะคิดว่าความสามารถและพรสวรรค์ของเขาน่าจะได้ทำงานที่เหมาะสมกับตัวมากกว่านี้
“ใช่ เป็นงานที่ดีมาก มันทำให้ข้าได้เดินทางบ่อยๆ ข้าจะได้หนีไอ้พวกเพื่อนขี้ยาที่พยายามมาชวนให้ข้าไปทำงานสบายแถมได้เงินดี”
ผมเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด ผมยิ้มกว้างออกมา เมื่อรับรู้ในความใฝ่ดีของเขา
“ดีแล้ว เหนื่อยหน่อย แต่สบายใจกว่า”
“ไม่สบายใจเท่าไหร่หรอก ไอ้เจ้านายของข้าก็ขี้บ่น ข่มขู่ข้าตลอด ถ้ารู้ว่าข้าแอบอู้หนีมาคุยกับเอ็ง รับรองกลับไปมันด่าข้าเละแน่ มันยังชอบดูถูกว่าข้าจน ถ้ามีเงินเมื่อไหร่จะเอาไปฟาดหน้ามันสักที ตอนนี้ข้าชักลังเลใจแล้วว่าจะหันไปทำงานที่ได้เงินเยอะๆ น่าจะดีกว่าทนทำงานแบบนี้”
เขาบ่นออกมา ผมก็ได้แต่รับฟังด้วยความเห็นใจ
บริเวณที่เราเดินมาถึง มีหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เอาสินค้าและสิ่งของต่างๆ มาจัดแสดง และสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเพื่อนผมก็คืองานแกะสลักไม้ที่ทำได้อย่างวิจิตรพิสดาร เขายืนดูอย่างสนใจ ผมเข้าใจความรู้สึกในตอนนี้ของเขาดี
“วุฒิ ข้าว่าเอ็งทำได้สวยกว่านี้แน่เพื่อน” ผมพูดให้กำลังใจ
“ข้าคงไม่มีโอกาสได้ทำหรอก”
“ใครบอกว่าไม่มีโอกาส ถ้าเราพยายามไขว่คว้า สักวันโอกาสก็จะเป็นของเรา ที่สำคัญเอ็งอย่าคิดสั้น เดินทางผิดเสียก่อน” ผมทั้งให้กำลังใจ และเตือนสติ
เขาไม่พูดอะไร ก่อนจะชวนผมเดินกลับไปยังชิงช้าสวรรค์ และก็เป็นอย่างที่เขาคาดเอาไว้ เขาถูกเจ้านายด่าทออย่างเสียๆ หายๆ แถมยังพูดจาดูถูก นี่ถ้าเป็นผม คงไม่ยอมทนต่อไปแน่ๆ แต่สำหรับวุฒิ เขาคงไม่มีทางเลือกอะไรมากนักแต่ยังไงก็ดีกว่าที่เขาจะเลือกเข้าสู่เส้นทางอาชญากรรม
หลังจากผมบอกลาเขาและจะเดินกลับ ก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่ผมคุ้นหน้าเดินมาคุยกับเขา จากท่าทางผมก็พอเดาได้ว่าทั้งคู่น่าจะรู้จักสนิทสนมกันดี นั่นทำให้ผมรู้สึกกังวลใจ เพราะผมจำได้ดีว่านายคนนี้เคยเรียนรุ่นเดียวกับผม แต่ต้องถูกไล่ออกเพราะเกเร แถมยังยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
…………………………………………………………………………..
ผมกลับกรุงเทพฯ มุ่งมั่นเรียนจนจบ โดยใช้เวลาเรียนแค่สามปีครึ่ง หลังจากนั้นก็เข้าฝึกงานในสำนักงานทนายความแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เมื่อครบกำหนดชั่วโมงการฝึกงาน ก็สอบได้ตั๋วทนาย นั่นหมายความว่า ผมสามารถทำงานหาเงินได้จากวิชาที่ได้ร่ำเรียนมา

ผมเริ่มวางแผนการใช้เงิน นอกเหนือจากส่งให้พ่อแม่และใช้จ่ายส่วนตัว ผมกันส่วนหนึ่งไว้เพื่อเป็นค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายสำหรับใครบางคน ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนด้านศิลปะหลักสูตรเร่งรัด เมื่อทุกอย่างพร้อมผมรีบเดินทางกลับบ้านเกิดในทันที เพื่อบอกข่าวดีให้แก่เพื่อนรักที่ไม่ได้ติดต่อกันเลยหลังจากพบกันในคราวนั้น
“วุฒิไม่อยู่หรอกพ่อหนุ่ม” ยายของวุฒิตอบคำถาม แกจำผมไม่ได้ คงเพราะครั้งสุดท้ายที่เจอผมก็ตั้งแต่สมัยเรียน
“มีงานออกร้านที่ต่างจังหวัดหรือครับยาย”
“เฮ้อ” หญิงชราถอนหายใจ “วุฒิไม่ได้ทำงานสวนสนุกอะไรนั่นแล้วล่ะ”
“อ้าว จริงเหรอ แล้ววุฒิเขาไปทำงานอะไรแล้วล่ะยาย”
“ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น วุฒิมันติดคุกอยู่” หญิงชราตอบเสียงเศร้า
“จริงเหรอ” ผมตะโกนด้วยความตกใจ “เมื่อไหร่ครับ”
“เกือบปีได้แล้วล่ะ แต่เห็นมันเขียนจดหมายมาบอกยายว่า อีกไม่กี่วันก็จะออกจากคุกแล้ว”
“เขาไปทำอะไรถึงได้ติดคุกครับ” ผมถามต่อ แต่รู้สึกโล่งใจเพราะข้อหาคงไม่หนักมาก
“เห็นวุฒิเขาบอกว่าเป็นเพราะเพื่อน”
คำตอบของหญิงชรา ผมนึกถึงเพื่อนของเขาคนนั้น มันคงชักชวนให้วุฒิไปทำสิ่งผิดกฎหมาย เพื่อจะได้เงินมาอย่างง่ายๆ
ไม่ทันที่ผมจะคิดอะไรต่อ ยายของวุฒิก็พูดต่อจากประโยคที่แกพูดก่อนหน้านี้ และมันทำให้ผมถึงกับอึ้ง
“เพื่อนที่ชื่อ ‘อลงกรณ์’ อลงกรณ์นี่แหละ”
คำถามผุดขึ้นมาในทันที ทำไมเขาต้องบอกว่าเป็นเพราะผมที่ทำให้เขาต้องติดคุก ผมทั้งสับสน งุนงงและไม่พอใจ รีบไปยังเรือนจำประจำจังหวัดเพื่อจะได้ยินเรื่องราวจากปากของเขา
“ก็เอ็งบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนเราก็คือ ‘โอกาส’ ข้าก็เลยต้องไขว่คว้าหาโอกาสอย่างที่เอ็งแนะนำยังไงล่ะ”
“หาโอกาสด้วยการกระชากกระเป๋าจนถูกจับอย่างงั้นเหรอ ถ้าเอ็งเดือดร้อนเรื่องเงินก็ไม่ควรทำแบบนี้” ผมพูดหลังจากรู้ว่าเขาโดนข้อหาอะไร
“กรณ์ เอ็งจำไม่ได้หรือไง วันที่เราเดินเที่ยวในงานปิดทองฝังลูกนิมิตด้วยกัน ข้าแวะดูไม้แกะสลัก เอ็งคงไม่สังเกตว่าหน่วยงานที่เอาตั้งโชว์ก็คือเรือนจำแห่งนี้ และนั่นก็เป็นผลงานของผู้ต้องขังที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี”
“งั้นแสดงว่า …”
ผมชะงัก ไม่ได้พูดอะไรต่อ เมื่อเขาหยิบไม้แกะสลักเป็นรูปฝูงม้าห้าหกตัวขึ้นมาโชว์ มันวิจิตรงดงามเกินกว่าที่จะบรรยาย และมันแทนคำอธิบายเรื่องราวทุกอย่างได้เป็นอย่างดี
ผมได้แต่อมยิ้ม คิดในใจว่า หลายคนพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส แต่เพื่อนผมคนนี้กลับสร้างวิกฤตเพื่อขอโอกาสให้กับชีวิต
ผู้เขียน : สิริ รักสกุลนิตย์
ที่มา : นิตยสาร ขายหัวเราะ ปีที่ 26 – 1132 ประจำวันพุธที่ 13 – 19 เมษายน 2554
ผมชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้มาก อ่านแล้วได้กำลังใจดี ใครที่คิดว่าตัวเองด้อยโอกาส ลองคิดถึงวิธีหาโอกาสให้กับตัวเองของตัวละครในเรื่องนี้ดูสิครับ แต่ผมไม่ได้หมายความให้ท่านต้องทำตามแบบตัวละครนะครับ เพียงแต่อยากจะบอกว่า “โอกาสมีอยู่รอบตัวเราเสมอ เพียงแต่ว่าเราจะเห็นมันเป็นโอกาสหรือไม่ เท่านั้นครับ”
TUSsanaPAK




เมษายน 23rd, 2011
tussanapak 

Posted in
Tags: 






