มุมมองธุรกิจที่เธอถนัด … จิดาภา เทวฤทธิ์

เฮ้ย ! มันเหมือนกับว่า ..
ทำไม ? .. เราต้องทำงานอยู่ในระบบตลอดเวลา
ทำไม ? .. เราไม่เลือกงานที่เราสามารถที่จะมีรายได้
ตามความสามารถของเรา
Trend & Vision Talk
ยามบ่ายของวันสบายๆ นี้ เรามีนัดจิบกาแฟที่ร้านนั่งสบายย่านอโศกกับผู้หญิงเก่ง สาวสวยคมเข้ม ดีกรีปริญญาโทบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และว่าที่ด็อกเตอร์ในอนาคต เป็นผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจประกันชีวิตในบริษัทชั้นนำ เป็นสาวมั่นอารมณ์ดี ที่มีมุมมองและประสบการณ์ในการทำธุรกิจที่น่าสนใจ ที่สำคัญ เธอยังโสด ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากๆ !!! เราได้รับเกียรติจากเธอมาคุยเรื่องมุมมองธุรกิจที่เธอถนัด … คุณจิดาภา เทวฤทธิ์

สวัสดีครับคุณปู
สวัสดีค่ะ
คุณปูจบจากที่ไหนครับ ?
ปูเรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒค่ะ คณะศึกษาศาสตร์ เอกคหกรรมศาสตร์
คหกรรมศาสตร์ เรียนอะไรครับ ?
คหกรรมศาสตร์ ก็คือเรียนทุกๆ อย่างค่ะ เป็นแบบว่าศาสตร์ที่น่าภูมิใจ เป็นสิ่งที่น่าศึกษา…

ทำกับข้าว ?
ทำกับข้าว เรื่องการพัฒนาเลี้ยงเด็ก คือเรียนสำหรับเป็นแม่บ้านสำหรับใครคนใดคนหนึ่งน่ะค่ะ
เตรียมสำหรับเป็นคุณหญิงเลย ?
ค่ะ เตรียมสำหรับนั่นเลยค่ะ ทำกับข้าว มีพัฒนาการเด็ก เรื่องโภชนาการ เย็บปักถักร้อย ร้อยมาลัย เลิศมากค่ะ
555 เรียนจบมาเคยทำงานตรงกับสายงานมั๊ยครับ ?
ปูเริ่มทำงานในบริษัทซีพีของเครือเจริญโภคภัณฑ์ คิดว่าน่าจะตรง เพราะว่ามันอยู่ในส่วนของฟาสฟู๊ด (Fast Food) ค่ะ ทำอยู่เชสเตอร์กิล ตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัด เริ่มต้นที่สาขาสีลม ที่ตึกซีพี
ทำอยู่กี่ปีครับ ?
ทำอยู่ประมาณ 2 ปี ค่ะ
แล้วเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเปลี่ยนงานครับ ?
คือว่า โดยปกติปูก็ทำงานอยู่ซีพีใช่มั๊ยคะ แต่ว่าวันหนึ่งมันก็เกิดว่า มีคนขายประกันเข้ามาพบผู้จัดการที่ร้าน พูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับประกัน แล้วเราไม่เคยได้ยินเลย อุ๊ย ! น่าสนใจนะ มันมีดีแบบนี้ด้วยเหรอ เขาก็เลยเชิญไปฟัง ปูฟังปุ๊บก็จุดประกายว่า เฮ้ย ! .. มันเหมือนกับว่าทำไมเราต้องทำงานอยู่ในระบบตลอดเวลา ทำไมเราไม่เลือกงานที่เราสามารถที่จะมีรายได้ตามความสามารถของเรา
ขี้เกียจตอกบัตรด้วย ?
ค่ะ ขี้เกียจตอกบัตร และปูเป็นคนที่คิดอยู่เสมอว่า จะทำยังไงที่ชีวิตมันจะดีกว่าเดิม แบบว่าอยากมีที่ยืนเป็นของตัวเองน่ะค่ะ ไม่อยากที่จะต้องเดินตามรอยเท้าพ่อตลอดเวลา พอปูทำงานปุ๊บ ปูก็ซื้อคอนโด คืออะไรเงี้ย ปูอยากที่จะมีอะไรเป็นของตัวเอง
2 ปี ซื้อคอนโดได้เลยเหรอ ?
ไม่ใช่ๆ 2 ปี คือปูทำงานปุ๊บปูก็เริ่มซื้อเลย เริ่มผ่อน
จากขายไก่ย่างก็เลยเข้าสู่วงการประกัน ?
ใช่ คราวนี้ปูมองว่า ไม่อยากจะต้องมาใส่แบบฟอร์ม แล้วรอว่าเมื่อไรจะได้ขึ้นไปเป็นผู้จัดการ เมื่อไรจะได้เป็นฝ่าย คือเป็นสิ่งที่คิดอยู่ตลอดเวลา ก็เลยลาออกมาขายประกัน นั่นคือจุดเริ่มต้น
ถึงวันนี้ทำประกันมากี่ปีแล้วครับ ?
ประมาณ 14 ปี แล้วค่ะ ปูเริ่มทำตั้งแต่ พ.ศ. 2536 แต่ว่ามันจะมีบางช่วงนะคะ คือช่วงที่ปรับเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นบ้าง แต่ว่ายังทำประกันอยู่
ทำอยู่บริษัทเดียวหรือเปล่าครับ … 14 ปี ?
ไม่ค่ะ 14 ปี ทำมาหลายบริษัทแล้วค่ะ
เหตุผลของการเปลี่ยนบริษัทในแต่ละครั้ง ทั้งๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดิม ในธุรกิจเดิม เพราะอะไรครับ ?
คือในการเปลี่ยนแต่ละครั้ง บางทีมันจะมีข้อเสนอใหม่ๆ เข้ามาใช่มั๊ยคะ ถ้าสมมติว่าเราอยู่ในบริษัทเดิมกับตำแหน่งเดิม เราอาจจะเป็นผู้จัดการหน่วย แต่ถ้าเปลี่ยนที่ทำงาน ตำแหน่งใหม่ในที่ใหม่เมื่อเทียบกับบริษัทเดิมเราอาจจะเป็นผุ้จัดการหน่วย อาวุโสนะ โดยเป็นช่วงที่เราสามารถจะก้าวกระโดดข้ามได้ เพราะถ้าเราอยู่ที่เดิมการจะเป็นผู้จัดการหน่วยอาวุโสอาจจะต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ทำยอดเท่านี้ และช่วงที่เปลี่ยน ก็มีรายได้หรือผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น นี่คือจุดที่ตัดสินใจเปลี่ยน แต่ถ้าให้เลือกได้ ย้อนกลับไปก็คงเลือกที่จะไม่เปลี่ยน
ทำไมล่ะครับ ?
ในเรื่องของประกันเนี่ย มันเป็นเรื่องของสัญญาระยะยาวในการที่ต้องดูแลลูกค้าใช่มั๊ยคะ คือทุกครั้งที่เราขยับน่ะ ลูกค้าบางส่วนเขาขยับมากับเรา ทีมงานบางส่วนขยับมากับเรา แต่บางส่วนก็ไม่ได้ขยับ และทุกครั้งที่เราขยับเนี่ย กลายเป็นเราจะต้องเสียลูกค้าให้กับผู้จัดการของเราไป
อืม.. แล้วล่าสุดที่อยู่นี่ ตำแหน่งเป็นอะไรครับ ?
เป็นผู้จัดการ ผู้บริหารของบริษัทประกันแห่งหนึ่ง
ในธุรกิจประกันถือว่าประสบความสำเร็จมั๊ยครับ ?
ก็ถือว่าประสบความสำเร็จนะคะ ตอนที่เริ่มเข้ามาในธุรกิจ เราก็เข้ามาเป็นตัวแทนใช่มั๊ยคะ ด้วยความที่เข้ามาในทัศนคติที่ดีของประกันว่ามันมีประโยชน์ สมัยก่อนตอนเราอายุ 25 ที่เข้ามา รถก็ไม่มี นั่งรถเมล์ขาย ก็ขยันที่จะไป ตรงไหนๆ ไปหมดเลย ไปเคาะประตูขาย คือไม่ได้กลัวที่จะขาย เลยขายจนได้ไปต่างประเทศ แต่ว่าพอเราทำประกันมาสักระยะหนึ่งแล้วเนี่ย เป็นคนที่คิดว่าอะไรมันจะสุดยอดกว่าเหนือกว่างานประกันอีก ก็คิดว่าจากการที่เราพบปะกับผู้คนเยอะใช่ไหมคะ เราก็คิดว่าเราจะไปทำธุรกิจส่วนตัว ก็พอมีเงินมาก้อนหนึ่งด้วย อายุ 27 ปี ก็หันไปทำธุรกิจส่วนตัวค่ะ
แล้วอะไรคือประโยชน์หลักๆ ในชีวิตที่ได้จากการทำประกันครับ นอกจากรายได้ ?
เรื่องของการพัฒนาตัวเองค่ะ ในการพัฒนาตัวเองหรือการอบรมต่างๆ มันเป็นการสะสมการอ่านมาแบบเยอะมากเลยค่ะ เพราะว่าประกันจะต้องอ่านหนังสืออย่างของนโปเลียน ฮิวส์ หรือว่า คิดเล็กคิดใหญ่ คืออ่านมาเกือบ 20 ปี ในเรื่องที่เราอ่านเราศึกษามามันมีเยอะมาก ส่งผลต่อการพัฒนาของตัวเอง แล้วมันก็ทำให้เราทราบจากเพื่อนๆ ว่าบุคลิกภาพของเราเปลี่ยนไป การพูดการจาเราจะเปลี่ยนไปและพัฒนาขึ้น

แล้วค้นพบอะไรในตัวเองอีกครับ ?
ทักษะในการพูด เพราะจากการที่ทำงานประกันจะต้องมีการฝึกพูด อยู่ในการขายจะต้องมีการซ้อมบทการพูดการขายกัน ตอนที่อยู่ประกัน AIA ซึ่งถือเป็นครูเป็นมหาวิทยาลัยของประกันเลยทีเดียว เวลาเรียนในหลักสูตรการพูดจะต้องแย่งกัน อย่างเช่นพูดบทสะเทือนใจ เวลาเราขายประกันชีวิต เราต้องพูดให้ลูกค้าเขาซึ้งเลยทีเดียว บางทีเราขายเราร้องไห้ เราเล่านิทานให้เขาฟัง เพื่อให้มันกระแทกใจเขา เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนในเรื่องของการพูด เรียนเรื่องของการพูดให้สนุก คือฝึกทักษะการพูดตรงนั้นแล้วทำให้เรารู้ว่าเรามีทักษะในการพูดค่ะ
ทราบมาว่าคุณปูเป็นวิทยากรในแวดวงประกันชีวิตด้วย ?
ค่ะ เป็นวิทยากร หลังจากที่มีประสบการณ์ในการทำงานประกัน หรืออยู่ในธุรกิจนี้ยาว เพราะฝันเลยว่าอยากที่จะพูดในเวทีใหญ่ๆ ค่ะ สมมุติเราประสบความสำเร็จ คนเขาก็อยากที่จะฟังว่าเราประสบความสำเร็จยังไงใช่มั๊ยคะ นั่นคือเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากอยู่ในอาชีพนี้ เพราะเราอยากที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนอื่นๆ ฟังค่ะ
เอาละครับ ทีนี้อยากทราบเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจส่วนตัวที่เคยทำ เล่าให้ฟังหน่อยสิครับ ?
หลังจากที่บอกว่าอายุ 27 ปี ไปทำธุรกิจส่วนตัวใช่มั๊ยคะ ตอนนั้นก็กลับไปทำที่นครศรีธรรมราชค่ะ ก็ไปทำซุปเปอร์มาเก็ต ทำคาร์แคร์ (Car Care) ทำร้านอาหาร
ทำเยอะจัง ?
อยู่ในเนื้อที่ 1 ไร่ ทำเยอะเลยค่ะ คือตอนนั้นทำด้วยแบบว่ายังเป็นสาวไฟแรงอยู่ค่ะ คือทั้งมีเงิน มีที่เป็นของตัวเอง พอดีแม่ซื้อที่เป็นชื่อของเราเองด้วย ธนาคารก็ง่าย เงินก็มี แม่ก็ช่วย ทำงานด้วยพื้นฐานของความมีเงิน คือรู้ว่าตัวเองยังไม่รู้จักคุณค่าของเงิน คืออันนี้จะมาได้จากการที่เรียนบริหารธุรกิจ มาค้นพบว่า เราใช้เงินแบบว่าผิดประเภทมากเลย
ทำธุรกิจก่อนหรือมาเรียนต่อก่อนครับ ?
ทำธุรกิจก่อนค่ะ คือตอนที่ทำธุรกิจปูคิดว่าจะต้องสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้กับร้าน เพราะมันเป็นที่ของเรา และมันก็เป็นบ้านด้วย พื้นที่ 1 ไร่ ปูทำคาร์แคร์ (Car Care) สมมุติถ้าตามต่างจังหวัดทั่วไป อาจจะทำแค่ธรรมดาๆ พื้นโรยด้วยหินก็ได้ แต่ปูนี่เทปูนลาดเต็มพื้นที่เลย แค่พื้นอย่างเดียวก็หมดไปหลายแสนแล้ว ยังไม่พอ ไปทำกำแพงต่ออีก ซึ่งมันอาจจะไม่ต้องทำก็ได้
ขี่ช้างจับตั๊กแตนเลย ?
ขี่ช้างเลย คือปูทำให้มันดีที่สุด พื้นที่ของปูทำเป็นกระจก 2 ชั้น เป็นกระจกหมดเลย ซึ่งทำตามความที่ตนเองชอบ แต่ว่าไม่ได้มีการสำรวจตลาดหรือภูมิอากาศเลยว่าเป็นอย่างไร แล้วปูก็ไม่เคยที่จะอยู่บ้านเลย ออกจากบ้านตั้งแต่ 5 ขวบ ปูทำด้วยความที่อยากทำจริงๆ บ้านติดแอร์ ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องติดแอร์ทุกๆ ห้องก็ได้ คือเราเสียไปให้กับทรัพย์สินถาวรเยอะ
อืม.. วันนี้เพิ่งรู้นะครับ ถึงขนาดนี้เลยเหรอ โอ้โห !!! หมดไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย
4 ล้าน คือกับเด็กอายุ 27 กับ 4 ล้าน ตอนนั้นแบบว่าปัญหาหนักเลยอ่ะ
นี่คือเหตุผลที่ทำให้อยากเรียน MBA ใช่มั๊ยครับ ?
คือ ไหนๆ ทำธุรกิจแล้วเลยอยากเรียน MBA เพื่อจะได้รู้ อันนี้มาเรียนมินิก่อน กลัวว่าตัวเองจะเรียนไม่ไหว คือตอนนั้นเป็นวิกฤติของชีวิตทุกๆ ด้านเลย เป็นเรื่องสะดุดชีวิตหลายๆ อย่าง คือสะดุดที่ว่า แบบบางทีเราก็ไม่ได้ตั้งเป้าที่จะเดินคนเดียวได้ คือมีคู่หมั้น จะแต่งงาน ยังไม่ทันเสร็จเลยเลิกกันไปซะก่อน
มีคู่หมั้นด้วย ?
หึหึๆๆ .. ไม่พูดๆ

ไม่เป็นไร แล้วนี่ก็เลยเป็นสาเหตุที่เรียน MBA ?
สาเหตุที่เรียน MBA คือ หลังจากที่ทำธุรกิจมาแล้วสองครั้ง ซึ่งทำให้เรียนรู้แล้วว่า เราใช้เงินผิดพลาด
มาคุยเรื่องเครือข่ายกันมั่งดีกว่า เริ่มสนใจปีไหนครับ แล้วเคยทำที่ไหนมาบ้างหรือเปล่าครับ ?
ทำมาเยอะมากค่ะ พอหลังจากทำธุรกิจส่วนตัวปิดไปก็ไปอยู่ต่างประเทศ แบบว่าไปอยู่เลย อยู่ไปพักนึงก็หาเรื่องกลับมา ก็เข้าในธุรกิจเครือข่ายค่ะ จากคนชวน และในความที่เราอยากที่จะทำอะไรอิสระอยู่แล้ว ก็เข้ามาในธุรกิจเครือข่ายเมื่อสักประมานปี 42 ที่เข้ามาอย่างเป็นจริงเป็นจัง
บริษัทอะไรครับ ?
บริษัท The Earth ค่ะ
เป็น MLM เหรอครับ ไม่เคยได้ยินเลย ?
เป็น MLM ค่ะ
แล้วทำอยู่นานไหมครับ ?
ทำอยู่ระยะนึงค่ะ ถือว่าอยู่ในช่วงต้นๆ แล้วก็ทำอยู่สักระยะหนึ่งจนบริษัทปิดตัวลง
แล้วหลังจาก The earth ละครับ ?
หลังจาก The Earth ก็ .. คือถามในเครือข่ายเนี่ย พอ The Earth แล้วไปไหน หึหึๆๆ ไปไหนเอ่ย ? คือทุกครั้งที่ทำแล้วไม่มั่นใจก็จะกลับมาที่ประกัน รู้สึกเข็ดหลาบกับเครือข่ายเหมือนกัน เพราะว่าในการทำเครือข่ายเนี่ยเรานำพาคนดีๆ ไปนะคะ พาน้อง พาเพื่อนไป แล้วเขาก็ไปซื้อของ ไปลงรหัสอยู่กับเรา หมื่นกว่าสองหมื่น แล้วพอมันปิดไป เขาไม่ประสบความสำเร็จ เรารู้สึกแย่กับบริษัทนี้มากเลย รู้สึกไม่ดีเลย ก็กลับไปธุรกิจประกันชีวิต
ก็สลับกันระหว่างประกันชีวิตกับเครือข่าย ?
ใช่ค่ะ
แต่ว่าช่วงที่ทำเครือข่ายประกันชีวิตก็ไม่เคยหยุด ?
ประกันชีวิตนี่คือแทบจะไม่เคยหยุดมัน เพียงแต่ว่าช่วงไหนที่แบบบูม ช่วงไหนที่แบบแค่ดูแลลูกค้าน่ะค่ะ
มารู้จักกับเอสเนเจอร์ได้อย่างไรครับ ?
รู้จักเอสเนเจอร์จากเพื่อนค่ะ ปูหาที่จะทำธุรกิจเครือข่ายที่ดีๆ สักที่หนึ่ง ก็มีที่บริษัทต่างชาติที่หนึ่งค่ะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหารเสริม สุขภาพ คือ บริษัทดี สินค้าดี ตรงกลุ่มเรา สามารถจะแนะนำเพื่อนได้ แต่ทุกครั้งที่เราไปทำงานเรารู้สึกว่ามันติดอยู่ในใจว่าจริงๆ เราอยากหาบริษัทของคนไทยที่ดีๆ แล้วทำนะคะ เราทำให้บริษัทต่างชาติทำไม เราต้องทำงานให้กับบริษัทต่างชาติเหรอ ทำไมมันไม่มีขายตรงไทยดีๆ เลยเหรอ วันหนึ่งมันก็มีเพื่อนน่ะค่ะที่คบกันตั้งแต่ธุรกิจประกันมาแนะนำของ บริษัทศรีไทยฯ ก็เหมือนเพื่อนไม่ได้เจอกันมานาน ก็โดยมารยาทมากกว่า อุ้ย !!! เจอกันน่ะ อะไรเงี๊ย ก็ไม่รู้ฉันจะไปทันหรือเปล่านะ อะไรทำนองนี้ค่ะ ก็บอกเขาไปอย่างนั้น แต่ก็โอเคไปพบตามนัด
แล้วเห็นอะไรในศรีไทยฯ ?
มันก็เป็นปัจจัยที่ทุกคนต้องมอง ต้องมองอยู่แล้ว ก็ต้องดูว่าบริษัทเขามีความมั่นคง เอาจริงไหม เราดูสินค้าว่าทำการตลาดได้มั๊ย แผนการตลาดเป็นอย่างไรใช่มั๊ยคะ เป็นพื้นฐานที่ต้องดูอยู่แล้ว เรื่องบริษัท แผนการตลาด สินค้า แต่พอดูนี่ บางบริษัทพอดูเสร็จเหมือนเป็นคำพูดที่สวยหรูที่เป็นการขายฝัน แต่มาดูของศรีไทยฯ สิ่งที่เขาพูดว่ามันสามารถเป็นเครือข่ายไทยสู่สากลน่ะ มันมีความเป็นไปได้ขององค์ประกอบของเขานะคะ เพราะว่าเขามีเครือข่ายอยู่แล้ว 90 ประเทศทั่วโลก คือก็แค่เอาเอสเนเจอร์ออกไป ไปประเทศเดิมที่เคยไปอยู่แล้ว คือก็เป็นการต่อยอดธุรกิจน่ะค่ะ มันเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้ทำใหม่
ใช้เวลาตัดสินใจนานมั๊ยครับกับเอสเนเจอร์ ?
พอแบบมั่นใจวันนั้นก็สมัครไปเลย แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะทำ คือสมัครไว้ก่อนเลยโดยยังไม่ได้มั่นใจที่จะทำ เพราะถ้าเราจะทำเนี่ยเราต้องขอศึกษาดูนิดนึง ยังไงตัดสินใจแล้วล่ะว่าต้องทำเครือข่ายที่ไหนสักที่หนึ่ง คิดว่าถ้าสมมุติเราจะทำธุรกิจส่วนตัวก็คงทำกับธุรกิจเครือข่ายล่ะ เพราะหนังสือทุกอย่าง การตลาดทุกอย่าง มันจะตอบโจทย์และแนะนำให้ไปทำในธุรกิจเครือข่ายหมดเลย แต่ ต้องหาสักที่หนึ่งที่คิดว่าเราพาใครเข้ามาแล้วจะต้องนำพาเขาไปให้สู่ความ สำเร็จด้วย ดังนั้นตัวเราเองจะต้องมั่นใจก่อน ไม่ใช่พอเรามาปุ๊บทำปั๊ป แล้วมาเจอทีหลัง อุ๊ยตาย ! มันไม่ใช่ แล้วเราออกไป เราไม่อยากสะสมความผิดหวังค่ะ
สะสมความผิดหวัง ?
ไม่อยากจะสะสมความผิดหวังในธุรกิจเครือข่าย หรือว่าแบบทำให้คนอื่นต้องมาผิดหวังกับในเรื่องธุรกิจด้วยอะไรอย่างนี้ค่ะ

แล้วนานไหมครับกว่าจะเริ่มทำธุรกิจจริงๆ ?
นานไหม ก็ไม่ค่ะ คืออาจจะใช้เวลามาดูบริษัท มาดูว่ากิจกรรมของบริษัทมีอะไรบ้าง มันสามารถจะสนับสนุนถ้าเราพาคนเข้ามาแล้ว บริษัทสามารถที่จะเลี้ยงดู ส่งเสริมให้ทีมงานประสบความสำเร็จไหม ก็มาดูกิจกรรมของบริษัท เขามีการฝึกอบรมยังไง เขามีกิจกรรมก็มอง และที่สำคัญต้องมองที่ทีมงานด้วยค่ะ ก็เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทีมงานสามารถจะอยู่เป็นกลุ่มเดียวกันได้ไหม มันสามารถที่จะสร้างเสริมกันได้ไหม ในการที่จะสร้างความสำเร็จ คำว่าทีมมันมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่จะต้องช่วยกันน่ะค่ะ คนหนึ่งอาจจะเก่งเรื่องหนึ่ง คนอื่นอาจจะเก่งอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าสุดท้ายคำว่าทีมก็จะเสริมความสำเร็จซึ่งกันและกัน ช่วยเติมเต็มในธุรกิจ
ถึงวันนี้ทำเต็มตัวมากี่เดือนแล้วครับ ?
วันนี้นะคะ เต็มตัวนี่ก็น่าจะ 5 เดือน
5 เดือน เห็นอะไรในเอสเนเจอร์บ้างครับ ?
ถามว่าเห็นอะไร จากการสังเกตในการทำงานของตัวเองนะคะ สถิติในการที่ไปสปอนเซอร์คนนะคะ ไม่อยากจะพูดว่า 1 ต่อ 1 นะคะ ขอว่าเป็น 2 ต่อ 1 ละกัน ที่จริงมันเกือบจะ 1 ต่อ 1 ด้วยซ้ำ หมายถึงว่าถ้า สปอนเซอร์คนหนึ่งเนี่ย คนนั้นก็จะตกลงจะทำธุรกิจกับเราหรือว่าจะใช้สินค้า
สถิติสำเร็จแทบจะร้อยเปอร์เซ็นเลย ?
ใช่ค่ะ สำเร็จแทบจะร้อยเปอร์เซ็นเลยค่ะ หรือเอาสมมุติแบบว่าเอาไป 2 ต่อ 1 ละกัน
ที่สำเร็จนี่คิดว่าเป็นปัจจัยของตัวเองหรือบริษัท ?
เป็นสองส่วนที่จะเป็นองค์ประกอบกัน ส่วนหนึ่งก็เพราะองค์ประกอบของบริษัทมีความพร้อมด้วย มีทุกๆ อย่าง มีชื่อเสียง มีอะไร แต่ว่าถือว่าเป็น 50 ต่อ 50 ดีกว่าค่ะ ส่วนหนึ่งก็เป็นองค์ประกอบของตัวเราด้วย ที่ทำให้เขากล้าที่จะตัดสินใจเดิน ถ้าสมมุติองค์ประกอบบริษัทอย่างเดียว เขาก็อาจจะขอดูก่อนนิดนึง ถือว่ามันสองส่วนในการตัดสินใจ มันต้องคู่กัน ส่วนหนึ่งจากการที่เราแบบสะสมความดีกันน่ะค่ะ โดยที่เราไม่คิดว่าวันหนึ่งเราจะต้องมาทำงานร่วมกันหรือมาเจอกัน เพราะฉะนั้นมันก็มีความเชื่อถือไว้ใจกันระดับหนึ่ง เขารู้จักเราระดับหนึ่ง ทำให้เขาตัดสินใจง่ายไว้วางใจในการที่จะมาทำงานร่วมกัน
อะไรคือจุดเด่นของศรีไทยฯ ครับ ?
ปูมองว่าจุดเด่นของศรีไทยในส่วนของเอสเนเจอร์ ที่ชอบมาก เป็นเรื่องของโครงการจากหิ้งสู่ห้าง ปูมองว่ามันเป็นจุดเด่นมากเลย เพราะเราจะเห็นว่างานวิจัยของไทยดีๆ เยอะแยะ แต่ว่าไม่มีใครสักคนที่จะเป็นต้นแบบที่จะเป็นคนที่ริเริ่มที่จะนำมาใช้ให้ เกิดประโยชน์ค่ะ ถือว่าคุณสนั่นคือผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์แล้วก็ประทับใจท่านที่ท่านเป็น นักธุรกิจที่มีจริยธรรมในการทำธุรกิจ และเมื่อท่านสำเร็จแล้วท่านคืนให้กับสังคม และท่านก็เห็นคุณค่าของงานวิจัยไทยที่หยิบจับเอามาทำให้เป็นประโยชน์ อันนี้คือส่วนหนึ่งที่ประทับใจจากโครงการจากหิ้งสู่ห้าง ถือว่าเป็นโครงการต้นแบบ แล้วก็อาจทำให้นักธุรกิจไทยเนี่ยคิดเหมือนคุณสนั่น นี่คือชอบ สรุปแล้วก็คือ 1. ชอบโครงการนี้ 2. มีความเชื่อมั่นในผู้บริหารอยู่แล้วว่าคุณสนั่นเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในเรื่องของ Brand ของตัวท่านเองน่ะค่ะ หรือตัวของ Brand ของซุปเปอแวร์เองก็สามารถที่จะขายตัวเองได้ ทุกคนรู้จักนะคะ เมื่อพูดถึงซุปเปอแวร์ ทุกคนมั่นใจไปแล้ว 50 % ค่ะ เพราะฉะนั้น ส่วน 50 ที่เหลือ เราจะต้องเติมเต็มส่วนผสมลงไป
แล้วเหตุผลอีกข้อที่เลือกก็คือว่า เอสเนเจอร์เป็นช่วงของการเริ่มต้นธุรกิจ ถือว่าเราเป็นจุดเริ่มต้นในการที่จะสร้างเครือข่ายแบบสู่สากลจริงๆ เหมือนที่ท่านบอกน่ะค่ะ ซึ่งมันมีโอกาสที่น้อยมากที่เราจะเจอบริษัทที่มีความพร้อม และเราก็ได้มีโอกาสได้เจอก่อนคนอื่น สมมุติถ้าเอสเนเจอร์เป็นขบวนรถไฟนะคะ ขบวนรถไฟเที่ยวนี้ค่ะจะพาทุกท่านไปสู่ความสำเร็จ ถามว่าวันนี้ทุกท่านจะขึ้นขบวนรถไฟนี้ไหมคะ ปูกระโดดขึ้นไปแล้วค่ะ ซึ่งถ้าเราอยู่ในขบวนเราก็จะไปถึงแน่นอน
วันนี้คุณปูมั่นใจเต็มร้อย ?
ปูมั่นใจเต็มร้อยค่ะ ในวันนี้สิ่งที่ปูต้องเร่งทำมากคือเรายังมีทรัพยากร มีต้นทุนอยู่เยอะ คือมีคนที่เรารู้จัก มีคนที่เรายังไม่ได้บอกตอนนี้อีกเยอะ สิ่งที่จัดการตัวเองคือจัดการกับเวลายังไงที่จะบอกเขา ที่จะโทรไปหาเขา เพื่อนัดเขามาคุย มาเจอ ในขณะเดียวกันแบ่งเวลาในการช่วยทีมงาน พัฒนาคนในทีม วันนี้จะไม่คิดแล้วว่า โอ้ย ! ฉันจะชวนดีไหม
ตอนนี้ชัวร์ละ ?
ใช่ค่ะ ปิดประตูในเรื่องของความไม่มั่นใจเลยค่ะ คิดแต่ว่าจะทำงานทันยังไงเนี่ย จะสร้างคนมาให้ก๊อปปี้เราได้ยังไงเนี่ย อะไรอย่างนี้
คุณปูอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในเอสเนเจอร์ ?
สิ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ปูมองว่าภาพของเอสเนเจอร์ ภาพของศรีไทยฯ มันเป็นภาพของความยิ่งใหญ่ที่คนมองเข้ามา ภาพของความสำเร็จ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเพิ่มเติม หมายถึงเติมเต็มความสมบูรณ์มากกว่า อยากจะปรับเปลี่ยนในเรื่องของความรวดเร็วของการทำงาน เรื่องของคนน่ะค่ะ คนที่ทำงานนะไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนก็ตาม มันจะนำภาพของศรีไทยฯ ออกด้วยใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นพนักงานเองต้องคิดว่าจะทำยังไงเราถึงจะให้บริการลูกค้าให้เร็ว ที่สุด บริการลูกค้าก่อน โทรศัพท์ส่วนตัวมาทีหลัง เพราะทุกอย่างมันจะเป็นภาพลักษณ์หมดเลย มันเป็นสิ่งที่คนใหม่เข้ามาใช้เป็นภาพของการตัดสินใจด้วยค่ะ
ขอบคุณครับ ตอนนี้ทีมคุณปูโตหรือยังครับ ?
ปูคิดว่าทีมของปูโตค่ะ เดือนนี้เป็นเดือนที่ปูรู้สึกว่าปูจะทำงานทันยังไงเนี่ย สิ่งที่คิดต่อ .. ต้องพัฒนาคนขึ้นมาให้อย่างรวดเร็ว พัฒนาคนในทีม เพื่อที่ส่วนหนึ่งนี่ในวันใดวันหนึ่งต้องสามารถที่จะทำงานแทนได้ คืออย่างน้อยมันจะต้อง 2 จุด ที่สามารถทำงานได้ เช่น สมมุติถ้าตัวปูเองมาอยู่รับทีมใน Office มันทำให้ปูไม่สามารถที่จะไปขยายตลาดที่ปูเริ่มไว้ข้างนอกแล้วได้ เช่น มีนัดประชุมยิบย่อยก็ไม่สามารถที่จะไปทำได้ นัด OPP ก็ไม่สามารถที่จะไปทำได้ คือในเวลา 1 ชั่วโมง เราสามารถที่จะอยู่ได้ที่เดียวค่ะ ก็คือทำได้แค่อย่างเดียว
ยังมีอัพไลน์คอยช่วยเหลือนะครับ
ใช่ค่ะ อัพไลน์ก็คอยช่วย แต่อัพไลน์ก็มีงานของเขานะคะ ในบางวันเขาก็มีงานของเขาใช่ไหมคะ คือในการทำงานเครือข่ายเนี่ย การที่จะยืมแรง ยืมเวลา ยืมความสามารถกัน เป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องใช้ให้เป็นประโยชน์และคุ้มค่า แต่ว่าในการยืมแรงมันก็ไม่เท่ากับการที่เรามีแรงของตัวเองมากพอ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปูทำก็คือปูต้องพัฒนาคนในทีมในการที่ให้เขามีแรงเป็นของตัวเองน่ะค่ะ

ที นี้ถ้าสมมุติคุณปูมีโอกาสชวนคน เชิญคนน่ะครับ ข้อดีอะไรคือจุดขายของทีมคุณปู ที่คนเหล่านั้นจะได้รับจากการเข้ามาร่วมทำงานในทีมของคุณปู ?
คือทีมของปูนะคะ คือปูๆ ..
รักเด็ก
ปูรักผู้ใหญ่ด้วยค่ะ 555 …
โอเค มิน่าล่ะ ทีมมีแต่ผู้ใหญ่มาอย่างเดียวเลย 555 …
ปูคิดว่าปูมีจุดยืนในการที่เป็นตัวของตัวเองค่ะ คือเรามีความจริงใจให้ และสิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิต ปูมีความรักให้กับคนนะคะ รักและก็มีความหวังดี มีความปรารถนาดีกับเขา เรามีความจริงใจ แล้วเราก็จะเป็นพลังให้กับกลุ่มให้กับทีม เขาสามารถที่จะพึ่งพาเราได้ เราจะสร้างความแตกต่างให้กับองค์กรให้กับธุรกิจค่ะ อันนั้นคือสิ่งที่จะต้องทำ
ใน การสร้างความแตกต่าง เราจะเห็นว่าในธุรกิจขายตรงน่ะคนจะมองว่า .. มึงหลอกกู .. กูหลอกมึง ทำไมธุรกิจเครือข่ายมีแต่คนที่เห็นประโยชน์ส่วนของตัวเอง ทำไมถึงไม่คิดในการที่จะให้ประโยชน์กับคนอื่น นั่นก็เป็นการสร้างความแตกต่างได้ ทำไมเราไม่ทำธุรกิจเพื่อที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้เขาประสบความสำเร็จมากพอใน เรื่องของรายได้ เรื่องความสำเร็จของเราจะเป็นสิ่งที่สะท้อนกลับมาอยู่แล้ว ปูเชื่อว่าทีมสามารถที่จะพึ่งพาปูได้ค่ะ
พึ่งพาได้ ?
ค่ะ คือทุกครั้งที่เขาต้องการ ปูจะยืนอยู่ตรงนั้น และปูคิดว่าเป็นความรับผิดชอบค่ะ ปูมีความรับผิดชอบและรักษาคำพูด บางทีบางอย่างที่ปูพูดไปแล้วหรือทำไปแล้ว บางครั้งก็มีข้อผิดพลาดนะคะ แต่ว่าเมื่อผิดพลาดไปแล้วปูจะไม่หาข้อแก้ตัวค่ะ ปูรับผิดชอบมัน ปูรับผิดชอบจริงๆ ด้วยค่ะ เขาก็เห็นว่ารับผิดชอบ
อืม.. คุณปูรับผิดชอบ อย่างเช่นหลายๆ เคส
หลายๆ เคสที่คุณพิชัยอาจจะทราบ แต่อาจจะไม่ทราบถึงความรับผิดชอบของปู แต่ปูรับผิดชอบ เพราะงั้นคือปูมองว่าสิ่งที่เรากระทำนะคะ มันทำให้เขาเห็นว่าเราเป็นยังไงค่ะ
วันนี้มองเอสเนเจอร์เป็นบ้านหลังสุดท้ายได้ไหมครับ สำหรับเครือข่ายตอบโจทย์หมดไหม ?
ตอบโจทย์ค่ะ ในอนาคตข้างหน้ามันอาจจะมีสิ่งที่ดีกว่ามาใช่ไหมคะ ถ้าในชีวิตเราจะหาสิ่งที่ดีกว่าตลอดเวลา มันก็จะมาเรื่อยๆ ค่ะ แต่ถ้าเจอสิ่งที่ดีแล้วเราหยุด มันก็คือสิ่งที่เรารัก และเราก็เพียงแต่รักษาสิ่งที่ดีสำหรับเราเอาไว้ คำถามว่าเป็นบ้านหลังสุดท้ายสำหรับเครือข่ายไหม ก็คือ ณ ตอนนี้ก็น่าจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายค่ะ
ก็แสดงว่ามีความพึงพอใจ ?
มีความพึงพอใจและก็มีความสุขในการที่จะทำค่ะ
มีความสุขในการทำงานเนาะ ?
ค่ะ ใช่ค่ะ มีความสุขที่จะทำงาน แบบว่าพอตื่นเช้ามา ตื่นด้วยเสียงโทรศัพท์ของทีมงาน ที่จะเป็นตัวปลุกให้เราต้องมาทำงาน
แล้วตอนนี้ยังทำงานประกันอยู่หรือเปล่าครับ ?
ยังทำอยู่ ต้องการที่จะทำอยู่ แต่ถามว่าได้ทำไหม ไม่ได้ทำ มีคนแนะนำลูกค้ามาให้นะ เขาจะทำประกันกลุ่มองค์กรเป็นพันน่ะค่ะ แต่เขาทำสัก 300 ก่อน เรายังไม่มีเวลาที่จะไปเสนองานให้เขาเลยค่ะ
มาใช้เวลาอยู่กับเอสเนเจอร์หมด ?
ใช่ค่ะ เวลาไม่มีค่ะ
อยากให้คุณปูเชิญคนหน่อย คนที่ได้ฟังคุณปูคุยน่ะครับ ว่าทำไมถึงน่าทำเอสเนเจอร์
คือปูมองว่าในธุรกิจปัจจุบันนะคะ ถ้าเราเลือกที่จะทำธุรกิจที่มันอยู่ในกระแสที่มีความเป็นไปได้ของเทรนด์ของ โลก ซึ่งปัจจุบันก็จะพูดในเรื่องของสุขภาพใช่ไหมคะ แล้วก็ความงาม ในเรื่องของความงาม สมมุติถ้าทำสินค้าเกี่ยวกับผู้หญิงนะ มันเป็นสินค้าที่ไม่มีวันตายเลยทีเดียว เพราะว่าผู้หญิงมีอำนาจในการจับจ่าย เรื่องความสวยความงามผู้หญิงก็ไม่อั้นอยู่แล้ว สินค้าหลากหลายของเอสเนเจอร์อยู่ในกลุ่มของทั้งเรื่องของสุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภค และในเรื่องของความงาม ซึ่งมันเป็นสินค้าที่เราต้องใช้อยู่ตลอดเวลา และก็เป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่เขาจะต้องจ่ายกันอยู่แล้ว
อีก อันหนึ่งก็คือว่าถ้าเราทำธุรกิจเครือข่าย เราก็ต้องดูในองค์ประกอบที่ครบ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทมีความพร้อม สินค้า แผนการตลาด และสิ่งสำคัญก็คือสินค้าที่นี่เป็นสินค้าดี มีคุณภาพ แต่ว่าราคาสามารถที่จะเจาะได้ทุกกลุ่มเข้าได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่มีเงินน้อยจนกระทั่งถึงกลุ่มที่ใช้ของแบรนด์เนม จากที่ให้เพื่อนๆ ที่ใช้สินค้าแบรนด์เนมลองใช้เอสเนเจอร์ เขาก็มาซื้อซ้ำค่ะ เขาบอกสินค้าดี สิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่สามารถทำการตลาดได้ มองว่าถ้าเราเลือกจะทำธุรกิจหรือเลือกที่จะมีรายได้เสริม เครือข่ายก็เป็นคำตอบในแง่การลงทุนน้อยแล้วได้ผลตอบแทนสูง ต้นทุนของเราก็คือคนที่เรามีอยู่และเวลาที่เราเหลือจากทำงานต่างๆ
อยากให้คุณปูช่วยวิเคราะห์ถึงความเหมือนของธุรกิจประกันกับธุรกิจเครือข่ายหน่อยครับ
ใน เรื่องของความเหมือนนี่ มันเป็นธุรกิจที่อิสระหนึ่ง สองมันก็เป็นธุรกิจที่รายได้จะไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราที่จะสร้างรายได้ให้กับตัวเอง
แต่ สิ่งหนึ่งก็คือในเนื้องาน เรื่องของประกันเราจะต้องใช้ความสามารถของเราเองในการที่จะทำงาน ตั้งแต่ในการที่เราจะไปพบลูกค้า การเปิดลูกค้ารายใหญ่ การที่เราจะสร้างทีมงานนะ มันสามารถที่จะสร้างหรือก็อบปี้คนของเราได้น้อยมาก
เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ เว็บบล็อกสำหรับสร้างสายงานส่วนตัว
