<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	>

<channel>
	<title>tawanrat</title>
	<atom:link href="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat</link>
	<description>Just another Snaturbysrithai.com Blogs weblog</description>
	<pubDate>Wed, 06 Apr 2011 17:31:54 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.7</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบ</title>
		<link>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/06/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/06/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Apr 2011 14:26:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tawanrat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/?p=129</guid>
		<description><![CDATA[หัวใจของเราประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อและมีเส้นเลือดชื่อ Coronary artery นำเอาเลือดและออกซิเจนมาสู่หัวใจ หากมีลิ่มเลือดมาอุดเส้นเลือดจะทำให้หัวใจขาดเลือด และออกซิเจนซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย
โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบหรือที่เรียกว่า Coronary artery disease เป็นโรคหัวใจที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งทั่วโลกและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นของประเทศที่เจริญแล้ว และประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย
อุบัติการณ์
องค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่าแต่ละปีจะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดปีละ 17 ล้านคน โดยเฉพาะโรคหัวใจ โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ
•การสูบบุหรี่ พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่จะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่อาจจะสูบเองหรือคนใกล้ชิดสูบบุหรี่ก็ทำให้เกิดโรคนี้ได้เร็วขึ้น
•โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีความดันโลหิตมากกว่า 110/75 มิลิเมตรปรอท ผนังหลอดเลือดแดงจะรับแรงกระแทกซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบและแข็ง
•ไขมันในเลือดสูง
•โรคเบาหวาน
•โรคอ้วน
•การขาดการออกกำลังกาย
•ความเครียดและความโกรธ จะทำให้เกิดหลอดเลือดตีบเร็วขึ้นซึ่งอาจจะมาจากการที่รับประทานอาหารมากขึ้นหรือสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น
•การดื่มสุรามากเกินไป แม้ว่าดื่มสุราปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดอุบัติการของการเกิดหลอดเลือดตีบ แต่การดื่มมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดแดงตีบเนื่องจากความดันโลหิตและไขมัน triglyceride ที่เพิ่มขึ้น
ผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดจำแนกออกได้ดังนี้
1.เสียชีวิตจากโรคหัวใจปีละประมณ 7.2 ล้านคน
2.เียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองปีละ 5.5 ล้านคน
3.จากโรหัวใจอื่นๆ 2.4 ล้านคน
4.โรคหัวใจที่เกิดจากความดันโลหิตสูง 9 แสนคน
5.การอักเสบของหัวใจ 4 แสนคน
6.โรคหัวใจ Rheumativ 3 แสนคน
อัตราการเสียชีวิตของโรคหัวใจขึ้นกับหลายๆปัจจัย ประเทศที่อายุเฉลี่ยต่ำจะมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ต่ำ ประเทศที่มีไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ประเทศเหล่านี้จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงโดยเชื่อว่าโรคเหล่านี้เกิดจากกรรมพันธ์
อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในอเมริกาและประเทศทางยุโรปมีแนวโน้มลดลง แต่ประเทศกำลังพัฒนาพบว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดปีละ10000-90000 คน
ประเทศซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตลดลงได้แก่
•Greece
•Portugal
•USA ลดลงร้อยละ 30
•Netherlands ลดลงร้อยละ 35
•Sweden ลดลงร้อยละ 40
•Luxembourg ลดลงร้อยละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright size-full wp-image-135" style="margin: 10px" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/e0b8abe0b8b1e0b8a7e0b983e0b8882.jpg" alt="e0b8abe0b8b1e0b8a7e0b983e0b8882" width="256" height="192" />หัวใจของเราประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อและมีเส้นเลือดชื่อ Coronary artery นำเอาเลือดและออกซิเจนมาสู่หัวใจ หากมีลิ่มเลือดมาอุดเส้นเลือดจะทำให้หัวใจขาดเลือด และออกซิเจนซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย</p>
<p>โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบหรือที่เรียกว่า Coronary artery disease เป็นโรคหัวใจที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งทั่วโลกและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นของประเทศที่เจริญแล้ว และประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย</p>
<p><strong>อุบัติการณ์</strong></p>
<p>องค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่าแต่ละปีจะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดปีละ 17 ล้านคน โดยเฉพาะโรคหัวใจ โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ</p>
<p>•การสูบบุหรี่ พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่จะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่อาจจะสูบเองหรือคนใกล้ชิดสูบบุหรี่ก็ทำให้เกิดโรคนี้ได้เร็วขึ้น<br />
•โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีความดันโลหิตมากกว่า 110/75 มิลิเมตรปรอท ผนังหลอดเลือดแดงจะรับแรงกระแทกซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบและแข็ง<br />
•ไขมันในเลือดสูง<br />
•โรคเบาหวาน<br />
•โรคอ้วน<br />
•การขาดการออกกำลังกาย<br />
•ความเครียดและความโกรธ จะทำให้เกิดหลอดเลือดตีบเร็วขึ้นซึ่งอาจจะมาจากการที่รับประทานอาหารมากขึ้นหรือสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น<br />
•การดื่มสุรามากเกินไป แม้ว่าดื่มสุราปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดอุบัติการของการเกิดหลอดเลือดตีบ แต่การดื่มมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดแดงตีบเนื่องจากความดันโลหิตและไขมัน triglyceride ที่เพิ่มขึ้น<br />
<strong>ผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดจำแนกออกได้ดังนี้</strong></p>
<p>1.เสียชีวิตจากโรคหัวใจปีละประมณ 7.2 ล้านคน<br />
2.เียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองปีละ 5.5 ล้านคน<br />
3.จากโรหัวใจอื่นๆ 2.4 ล้านคน<br />
4.โรคหัวใจที่เกิดจากความดันโลหิตสูง 9 แสนคน<br />
5.การอักเสบของหัวใจ 4 แสนคน<br />
6.โรคหัวใจ Rheumativ 3 แสนคน<br />
อัตราการเสียชีวิตของโรคหัวใจขึ้นกับหลายๆปัจจัย ประเทศที่อายุเฉลี่ยต่ำจะมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ต่ำ ประเทศที่มีไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ประเทศเหล่านี้จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงโดยเชื่อว่าโรคเหล่านี้เกิดจากกรรมพันธ์</p>
<p>อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในอเมริกาและประเทศทางยุโรปมีแนวโน้มลดลง แต่ประเทศกำลังพัฒนาพบว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดปีละ10000-90000 คน</p>
<p><strong>ประเทศซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตลดลงได้แก่</strong></p>
<p>•Greece<br />
•Portugal<br />
•USA ลดลงร้อยละ 30<br />
•Netherlands ลดลงร้อยละ 35<br />
•Sweden ลดลงร้อยละ 40<br />
•Luxembourg ลดลงร้อยละ 30<br />
•Australia ลดลงร้อยละ 45<br />
•Denmark ลดลงร้อยละ 47<br />
ประเทศที่อัตราการเสียชีวิตลดลงเนื่องจากมีการรณรงค์เรื่องการสูบบุหรี่ การควบคุมความเสี่ยงต่างๆ การเฝ้าระวังอาการที่เริ่มเป็น และการรักษาที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ</p>
<p>เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีเส้นใหญ่ 2 เส้นคือ</p>
<p>1.Rigrt coronary artery<br />
2.Left main coronary artery ซึ่งจะแตกออกเป็นสองแขนงได้แก่<br />
     •Left anterior ascending<br />
     •circumflex artery<br />
<strong><a href="http://www.youtube.com/watch?v=22bDs8teiZA&amp;feature=player_embedded">กลไกการเกิดโรค </a></strong></p>
<p><strong>ชนิดของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด<br />
อาการของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบเป็นอย่างไร</strong></p>
<p>เมื่อนึกถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลายท่านจะนึกถึงคนรู้จักที่ยังเห็นหน้ากันดีๆอยู่ ได้ข่าวอีกทีก็อยู่ ICU หรือจากไปโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการอะไร ซึ่งเป็นลักษณะของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ผู้ป่วยซึ่งเริ่มมีเส้นเลือดตีบอาจจะไม่มีอาการอะไรแสดงออกมา จนกระทั่งเส้นเลือดตีบมากขึ้น หัวใจได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่พอจึงเกิดอาการเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกายหรือทำอะไรรีบๆ กลุ่มอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้แก่</p>
<p>     •ไม่มีอาการ เนื่องจากเส้นเลือดยังตีบไม่มากพอที่จะเกิดอาการ<br />
     •อาการแน่นหน้าอกเรียก Angina อาการเจ็บหน้าอกจะเจ็บขณะที่ออกกำลังกายหรือทำงานหนักๆจนต้องหยุดกิจกรรม เมื่อพักก็จะหายปวด เมื่อเริ่มกิจกรรมใหม่ด้วยระยะทางเท่าเดิมก็จะเจ็บหน้าอกเหมือนเดิม เมื่ออาการเป็นมากขึ้นอาการเจ็บหน้าอกจะมากขึ้น ระยะทางที่เริ่มเจ็บหน้าอกจะน้อยลง เจ็บนานขึ้น เจ็บหนักขึ้น อมยาไม่ค่อยหายปวด บางครั้งเจ็บหน้าอกโดยที่ไม่ได้ออกกำลังกาย<br />
     •หายใจหอบ ผู้ป่วยบางคนไม่มีอาการเจ็บหน้าอก แต่จะมีอาการหอบหืดจากโรคหัวใจวาย<br />
     •ผู้ป่วยมาด้วยอาการ Heart attack คือมีการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกแบบเฉียบพลัน เหงื่อออก เป็นลม เป็นภาวะฉุกเฉินต้องรีบไปโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน<br />
<strong>ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ</strong></p>
<p style="text-align: center"><strong></strong><img class="aligncenter size-full wp-image-140" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/e0b8abe0b8b1e0b8a7e0b983e0b888-2.jpg" alt="e0b8abe0b8b1e0b8a7e0b983e0b888-2" width="456" height="471" /><img class="aligncenter size-full wp-image-141" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/e0b8abe0b8b1e0b8a7e0b983e0b888-3.gif" alt="e0b8abe0b8b1e0b8a7e0b983e0b888-3" width="299" height="218" /></p>
<p style="text-align: center">ภาพแสดงผนังหลอดเลือดที่มีคราบไขมันเกาะทำให้รู้หลอดเลือดแคบลง</p>
<p style="text-align: center"> <br />
 </p>
<p>การที่คนเกิดปัจจัยเสี่ยงหลายๆอย่างจะทำให้โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดตีบเร็วขึ้น</p>
<p><strong>การควบคุมปัจจัยเสี่ยงควรจะเริ่มทำเมื่อไร</strong></p>
<p>คนทั่วไปจะเคยชินกับวิถีชีวิตไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ผู้ที่สูบบุหรี่ก็พยายามหาคำตอบเพื่อให้เขาเหล่านั้นไม่ต้องปรับพฤติกรรม แต่หากเวลาผ่านไปคราบเกิดมีขนาดใหญ่ขึ้นจะเกิดอาการก็จะทำให้การรักษาลำบากยิ่งขึ้น</p>
<p>มีการศึกษาเด็กที่เสียชีวิตจากอุบัติเหต พบว่าเริ่มมีคราบไขมันเกาะตามผนังหลดเลือดตั้งแต่เด็ก แสดงว่ากระบวนการของการเกิดโรคหลอดเลือดตีบเริ่มตั้งแต่ในวัยเด็ก และจากสิติพบว่าแต่ละประเทศมีเด็กอ้วนในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมๆกับการที่เด็กมีเวลาออกกำลังกายลดลงและรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณภาพ</p>
<p>ดังนั้นเราควรจะรณรงค์เรื่องอาหาร การออกกำลังในเด้ก และโรค้วนในเด็กเพื่อที่อนาคตโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจะได้ลดลง</p>
<p><strong>เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ</strong></p>
<p><strong>ปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด</strong></p>
<p>     •โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจะพบมากในผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนักมากกว่าที่เคยออก พบว่าจะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น6 เท่าสำหรับผู้ที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ และเพิ่มขึ้น 30 เท่าในผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย<br />
     •ความเครียดทางอารมณื<br />
     •โรคติดเชื้อ เช่นปอดบวม<br />
     •ช่วงเช้าประมาณ 9 เชื่อว่าช่วงนี้เกร็ดเลือดจะเกาะกันง่าย<br />
<strong>การป้องกัน</strong></p>
<p>หากท่านเป็นโรคหัวใจจะทำให้คุณภาพชีวิตลดลงดังนั้นท่านควรจะป้องกันมิให้เป็นโรคหัวใจ วิธีการง่ายดังนี้</p>
<p>     •หากท่านสูบบุหรี่ก็ให้เลิก หากมีความคิดที่จะสูบก็เลิกความคิดนี้เสีย เพราะสารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดหดตัว ท่านที่สูบบุหรี่ท่านอาจจะมีความสุขกับการสูบบุหรี่ แต่หากเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นมา คนที่รักท่านจะต้องเดือดร้อนทั้งที่เค้าไม่ได้สูบ<br />
     •สำหรับท่านที่ไม่เคยวัดความดันโลหิตท่านควรจะไปวัด โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือผู้ที่อ้วน หรือผู้ที่มีไขมันในโลหิตสูง ผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย สำหรับท่านที่มีความดันโลหิตสูงก็จะควบคุมไม่ไห้เกิน 115/75 มิลิเมตรปรอท เมื่อความดันโลหิตเพิ่ม 20/10 ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว<br />
     •ตรวจระดับไขมันของท่าน<br />
     •ออกกำลังกายอย่างส่ำเสมอ<br />
     •รักษาน้ำหนัก<br />
     •รับประทานอาหารคุณภาพ<br />
     •ตรวจเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมอ<br />
     •จัดการเรื่องความเครียด<br />
<strong>การรักษา</strong></p>
<p>     •การรักษาเพื่อป้องกันหลอดเลือดตีบ อ่านที่นี่<br />
     •การรักษาโดยยา<br />
          ◦ยาลดไขมันยาที่ใช้ได้แก่ Statin,fibrate,niacine เป็นยาที่ลดระดับไขมันเลือด<br />
          ◦Aspirin เป็นยาที่ป้องกันเกร็ดเลือดมาเกาะที่ผนังหลอดเลือดเพื่อป้องกันหลอดเลือดแข็ง<br />
          ◦ยากลุ่ม Beta block ยาในกลุ่มนี้จะลดการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจจะลดอัตราการเสียชีวิต<br />
          ◦Nitroglycerine ยานี้จะขยายหลอดเลือดหัวใจช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก<br />
          ◦ยาต้านแคลเซียม Calcium channel blocking agent ยานี้จะขยายหลอดเลือดหัวใจ<br />
          ◦กลุ่มยา ต่างๆที่ช่วยรักษา เช่น ยาต้านอนุมูลอิสระ โฟลิกเป็นต้น<br />
     •การผ่าตัดเพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงได้แก่<br />
          ◦การทำบอลลลูนหลอดเลือด เมื่อเกิดอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ หากเป็นมากหรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะฉีดสีเพื่อตรวจว่าหลอดเลือดตีบมากน้อยแค่ไหน หากตีบมากหรือตีบเส้นใหญ่แพทย์จะทำบอลลูน โดยการใช้มีดกรีดเป็นแผลเล็กๆ แล้วสอดสายเข้าหลอดเลือดแดง และแยงสายเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ เมื่อถึงตำแหน่งที่ตีบก็บอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ<br />
          ◦การผ่าตัด bypass โดยการใช้เส้นเลือดดำที่เท้าแทนเส้นเลือดหัวใจที่ตีบ<br />
          ◦Anthrectomy คือการผ่าตัดเอาคราบไขมันที่ผนังหลอดเลือดออก</p>
<p><strong>ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก</strong> <a href="http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/heart_disease/acs/index.html">http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/heart_disease/acs/index.html</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/06/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความดันโลหิตสูง : ภัยมืดใกล้ตัวที่น่ารู้จัก</title>
		<link>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Apr 2011 10:30:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tawanrat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[snatur]]></category>

		<category><![CDATA[การรักษาความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว]]></category>

		<category><![CDATA[ศรีไทย]]></category>

		<category><![CDATA[ศรีไทยวุปเปอร์แวร์]]></category>

		<category><![CDATA[อาการของความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารเสริม]]></category>

		<category><![CDATA[เอสเนเจอร์]]></category>

		<category><![CDATA[โอไรซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/?p=121</guid>
		<description><![CDATA[                    ความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญมากอย่างหนึ่งของประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากคนที่เป็นโรคนี้ส่วนมากมักไม่มีอาการหรืออาการแสดงในระยะแรก แต่มักมีอาการหรืออาการแสดงเมื่อโรคเป็นมากหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายเกิดขึ้นกับ หัวใจ ตา ไต และสมอง เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาดทำให้มีผลกระทบทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัว
ความหมายของความดันโลหิตสูง
                    ความดันโลหิตสูง (hypertension)หมายถึงค่าความดันโลหิตตัวบนเท่ากับหรือสูงกว่า 140 มม.ปรอท และค่าความดันโลหิตตัวล่างเท่ากับหรือสูงกว่า 90 มม.ปรอท
                    สำหรับผู้สูงอายุ 50 - 60 ปีขึ้นไปมีความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 45 โดยมีค่าความดันโลหิตตัวบนเท่ากับหรือสูงกว่า 160 มม. ปรอท และค่าความดันโลหิตตัวล่างเท่ากับหรือสูงกว่า 95 มม.ปรอท เนื่องจากผู้สูงอายุมีความเสื่อมของหลอดเลือดแดง เรียกว่า ความดันโลหิตสูงซีสโตลิค (systolic hypertension)
                    การวัดความดันโลหิตให้ได้ค่าที่ถูกต้อง ควรวัดเมื่อผู้ถูกวัดได้พักอย่างน้อย 5 นาที เพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย หรือวัดหลังจากรับประทานอาหาร สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ อย่างน้อย 30 นาที
อาการของความดันโลหิตสูง
                    อาการของความดันโลหิตสูงโดยทั่วไปได้แก่ มีเลือดกำเดาออก ปวดศีรษะโดยเฉพาะในตอนเช้าหลังตื่นนอน มึนงง ตาพร่ามัว
การรักษาความดันโลหิตสูง
                    การรักษาความดันโลหิตสูงคือการรักษาให้ความดันโลหิตมีค่าต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับอวัยวะที่สำคัญ คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>                    ความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญมากอย่างหนึ่งของประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากคนที่เป็นโรคนี้ส่วนมากมักไม่มีอาการหรืออาการแสดงในระยะแรก แต่มักมีอาการหรืออาการแสดงเมื่อโรคเป็นมากหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายเกิดขึ้นกับ หัวใจ ตา ไต และสมอง เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาดทำให้มีผลกระทบทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัว</p>
<p><strong>ความหมายของความดันโลหิตสูง</strong></p>
<p>                    ความดันโลหิตสูง (hypertension)หมายถึงค่าความดันโลหิตตัวบนเท่ากับหรือสูงกว่า 140 มม.ปรอท และค่าความดันโลหิตตัวล่างเท่ากับหรือสูงกว่า 90 มม.ปรอท</p>
<p>                    สำหรับผู้สูงอายุ 50 - 60 ปีขึ้นไปมีความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 45 โดยมีค่าความดันโลหิตตัวบนเท่ากับหรือสูงกว่า 160 มม. ปรอท และค่าความดันโลหิตตัวล่างเท่ากับหรือสูงกว่า 95 มม.ปรอท เนื่องจากผู้สูงอายุมีความเสื่อมของหลอดเลือดแดง เรียกว่า ความดันโลหิตสูงซีสโตลิค (systolic hypertension)</p>
<p>                    การวัดความดันโลหิตให้ได้ค่าที่ถูกต้อง ควรวัดเมื่อผู้ถูกวัดได้พักอย่างน้อย 5 นาที เพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย หรือวัดหลังจากรับประทานอาหาร สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ อย่างน้อย 30 นาที</p>
<p><strong>อาการของความดันโลหิตสูง</strong></p>
<p>                    อาการของความดันโลหิตสูงโดยทั่วไปได้แก่ มีเลือดกำเดาออก ปวดศีรษะโดยเฉพาะในตอนเช้าหลังตื่นนอน มึนงง ตาพร่ามัว<span id="more-121"></span></p>
<p><strong>การรักษาความดันโลหิตสูง</strong></p>
<p>                    การรักษาความดันโลหิตสูงคือการรักษาให้ความดันโลหิตมีค่าต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับอวัยวะที่สำคัญ คือ หัวใจ ตา ไต และสมอง</p>
<p><strong>การรักษาความดันโลหิตสูง แบ่งใหญ่ ๆ ได้ 2 วิธี คือ</strong></p>
<p><strong>1.การรักษาโดยไม่ใช้ยา ได้แก่</strong></p>
<p>                    ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วน<br />
จำกัดเกลือหรืออาหารรสเค็ม โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการบวม<br />
ออกกำลังกายให้พอเหมาะกับสภาพของร่างกายแต่ละบุคคล อย่าออกกำลังกายมากเกินไป<br />
งดหรือลดการดื่มสุรา ไม่ควรดื่มสุราเกินวันละ 2 ออนซ์ หรือ 60 มล.<br />
ผ่อนคลายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ<br />
พักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย<br />
<strong>2.การรักษาโดยใช้ยา</strong> ผู้ป่วยจะได้รับยาลดความดันโลหิตสูงเมื่อการปฎิบัติตนโดยไม่ใช้ยาไม่สามารถควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงได้ หรือผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงมากตั้งแต่ครั้งแรกที่</p>
<p><strong>ได้รับการตรวจพบว่ามีความดันโลหิตสูง</strong><br />
<strong>การดูแลรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง</strong></p>
<p>                     แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ได้แก่ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากประวัติส่วนตัว ประวัติครอบครัว การรักษาและยาที่ได้รับ ผลการตรวจทางห้องทดลองและการตรวจพิเศษ อาการและอาการแสดง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นหาปัญหาของผู้ป่วยและวางแผนการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล โดยมีรายละเอียดดังนี้</p>
<p><strong>การประเมินปัญหา</strong></p>
<p>1. ข้อมูลจาการซักถาม (subjective data) ได้แก่</p>
<p>                    ประวัติของผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง ได้แก่ ประวัติเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด สมอง ไต โรคไทรอยด์ เบาหวาน เชื้อชาติ วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย วัยสูงอายุ การตั้งครรภ์ อุปนิสัยในการรับประทานอาหารไขมันและอาหารเค็ม ปัจจัยทางด้านสังคมด้านจิตใจโดยเฉพาะภาวะเครียด ปัจจัยเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง การออกกำลังกาย ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่และการดื่มสุรา<br />
                    ประวัติการได้รับยา คือข้อมูลเกี่ยวกับเคยได้ยาลดความดันโลหิตสูง หรือเคยได้ยาซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดความดันโลหิตสูงตามมา<br />
ประวัติเกี่ยวกับอาการทั่วๆไป เกี่ยวกับอาการมึนงง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และเลือดกำเดาออก<br />
ประวัติเกี่ยวกับการหายใจลำบากเมื่อออกแรง<br />
ประวัติเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เช่นอาการใจสั่นเมื่อออกแรง<br />
ประวัติเกี่ยวกับการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน<br />
ประวัติเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ตาพร่ามัว อาการชา และปวดศีรษะโดยเฉพาะในตอนเช้าหลังตื่นนอน<br />
     2 . ข้อมูลจากการตรวจพบ (objective data) ได้แก่</p>
<p>          2.1 ค่าความดันโลหิตเท่ากับหรือมากกว่า 140/90 มม.ปรอท บวมที่ปลายมือปลายเท้า การเปลี่ยนแปลงที่หลอดเลือด retina เสียงการเต้นของหัวใจผิดปกติ ชีพจรส่วนปลายเบาหรือไม่มี</p>
<p>          2.2 กล้ามเนื้อหดเกร็ง</p>
<p>          2.3 ผลการตรวจเลือดผิดปกติ สิ่งที่ตรวจหา เช่น electrolyte , BUN, creatinine , glucose , cholesterol , triglyceride เป็นต้น</p>
<p>          2.4 ผลการตรวจปัสสาวะผิดปกติ</p>
<p>          2.5 ผลการตรวจรังสีทรวงอก พบหัวใจโต หลอดเลือดแดงใหญ่ที่ออกจากหัวใจ (aorta)ขยายใหญ่ขึ้น</p>
<p>          2.6 ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ พบหัวใจห้องล่างซ้ายขยายใหญ่ขึ้น</p>
<p><strong>การวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing Diagnosis)</strong></p>
<p>     การวินิจฉัยทางการพยาบาลโดยทั่วๆไปมีดังนี้</p>
<p>- มีความพร่องในการดูแลสุขภาพตนเองเนื่องจากขาดความรู้เกี่ยวกับโรค ภาวะแทรกซ้อนของโรค ยาและการปฏิบัติตนที่ถูกต้องเหมาะสม<br />
- วิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูง (เช่น ผลแทรกซ้อนจากการได้รับยาลดความดันโลหิตในผู้สูงอายุ เป็นต้น )<br />
- วิตกกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในการดำรงชีวิตประจำวันจากปกติเดิม<br />
- มีอาการปวดศีรษะ<br />
- มีความผิดปกติเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์จากการใช้ยาลดความดันโลหิต<br />
- มีปัญหาทางเศรษฐกิจเนื่องจากภาวะโรคเรื้อรัง / ยาราคาแพง / ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ<br />
- มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากมีภาวะโรคเรื้อรัง</p>
<p><strong>การพยาบาลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง</strong></p>
<p>     การพยาบาลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงโดยทั่วไปมีดังนี้</p>
<p>                    แนะนำ ส่งเสริม และดูแลสุขภาพโดยทั่วไป เพื่อป้องกันและควบคุมไม่ให้ประชาชนเกิดโรคความดันโลหิตสูง หรือถ้ามีความดันโลหิตสูงก็มีความรู้เพียงพอที่จะปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสม เช่น<br />
     1.ตรวจวัดความดันโลหิตให้แก่ประชาชนที่มาตรวจร่างกาย เพื่อตรวจสอบว่ามีความดันโลหิตสูงหรือไม่<br />
ตรวจหาปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ<br />
ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและการควบคุมโรคความดันโลหิตสูงแก่ประชาชน ได้แก่<br />
กระตุ้นให้สนใจหาความรู้เกี่ยวกับความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ<br />
สร้างสุขนิสัยหรือมีพฤติกรรมป้องกันความดันโลหิตสูง ได้แก่<br />
อย่าให้อ้วน เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดความดันโลหิตสูง ต้องสร้างสุขนิสัยไม่บริโภคมากเกินโดยเฉพาะการรับประทานเนื้อสัตว์ ไขมันอิ่มตัว และอาหารที่มีรสเค็มจัด ผู้บริโภคมังสวิรัติเป็นโรคความดันโลหิตสูงน้อยกว่าผู้บริโภคเนื้อสัตว์ จากการวิจัยพบว่าถ้าคนอ้วนลดน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม ความดันโลหิตจะลดลง 2.5 มม.ปรอท<br />
ออกกำลังกายให้ถูกต้องเพียงพอโดยสม่ำเสมอ<br />
การฝึกจิตไม่ให้เครียดโดยการเจริญสติ เจริญสมาธิ มีความเมตตา ไม่โกรธหรือวู่วาม ช่วยลดการเป็นความดันโลหิตสูงได้<br />
งดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดรัดตัวทำให้หลอดเลือดตีบ<br />
งดการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ ทำให้ความดันโลหิตสูง หัวใจวาย และเป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย<br />
     2.การพยาบาลผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเล็กน้อยถึงปานกลางซึ่งคนกลุ่มนี้จะรักษาตัวที่บ้านด้วยการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมกับภาวะโรคโดยไม่ต้องใช้ยาหรือใช้ยาร่วมด้วย</p>
<p>          2.1 ถ้าได้รับการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยาพยาบาลจะให้คำแนะนำการปฏิบัติตนดังกล่าวมาแล้วแนะนำให้มาตรวจร่างกายและวัดความดันโลหิตตามหลักการจัดระดับของความดันโลหิตสูง แบบ 4 ระดับ (Four stages) ซึ่งเป็นเกณฑ์สำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุ ดังนี้</p>
<p> </p>
<p><strong>ระดับของ</strong>             <strong>Systolic (มม.ปรอท)     Diastolic (มม.ปรอท)                               คำ แนะนำ</strong></p>
<p><strong>ความดันโลหิต</strong><br />
 <br />
ปกติ(Normal)                 &lt;130                             &lt;85                            ควรมาพบแพทย์ตรวจร่างกาย ทุก1 ปี</p>
<p>สูงกว่าปกติ                  130 - 139                      85 - 89                          ควรมาพบแพทย์ตรวจร่างกายทุก 6 เดือน</p>
<p>(High normal)</p>
<p>ระดับที่1(Stage1)       140 - 159                      90 - 99                          มาพบแพทย์ทุก 2 เดือน</p>
<p>ระดับที่2(Stage2)       160 - 179                    100 - 109                       มาพบแพทย์ทุกเดือน</p>
<p>ระดับที่3(Stage3)       180 - 209                    110 - 119                       มาพบแพทย์ทุกสัปดาห์</p>
<p>ระดับที่4(Stage4)            &gt;210                            &gt;120                         มาพบแพทย์ทันที<br />
 <br />
          2.2  ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยา พยาบาลต้องอธิบายให้ผู้ป่วยตระหนักถึงการรับประทานยาและมารับยาไปรักษาโดยสม่ำเสมอ เพราะอาจต้องปรับขนาดของยาหรือเปลี่ยนชนิดของยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยเฉพาะในช่วงแรกของการรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดพยาธิสภาพมากขึ้นโดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้ต้องให้ข้อมูลและใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลกับผู้ป่วยจนเกินไป</p>
<p>     3.  ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ หรือผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรง จะต้องเข้ารับ การรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจทางห้องทดลองและการตรวจพิเศษ ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (chest x-ray) เจาะเลือดเพื่อตรวจหาค่า BUN, creatinine เพื่อประเมินหน้าที่ของไต ตรวจหา cholesterol และtriglyceride เพื่อประเมินการเกิดภาวะตีบตันของหลอดเลือด และการตรวจเพื่อหาสาเหตุของความดันโลหิตสูง ได้แก่ electrolyte ระดับน้ำตาลในเลือด และตรวจปัสสาวะ</p>
<p>     4. การพยาบาลผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรง มีดังนี้</p>
<p>วัดความดันโลหิตทุก 1-2 ชั่วโมง หรือบ่อยกว่านี้ตามความจำเป็น<br />
ให้ยาลดความดันโลหิตทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา ซึ่งยาจะลดความดันโลหิตเร็วมาก จึงอาจต้องวัดความดันโลหิตทุก 5 นาที และตรวจวัดสัญญาณชีพเพื่อประเมินการรักษาด้วยยา<br />
ตรวจร่างกาย เน้นระบบประสาท ได้แก่ ประเมินระดับความรู้สึก โดยดูจากขนาดและปฏิกิริยาต่อแสงของรูม่านตา การเคลื่อนไหวของแขน ขา ตรวจปฏิกิริยาตอบสนองของกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ตรวจหัวใจ ปอด และไต เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความดันโลหิตสูงรุนแรง เช่น ปอดบวม (pulmonary edema) หัวใจวาย หัวใจขาดเลือด และไตวาย เป็นต้น<br />
ประเมินอาการปวดศีรษะว่ามีหรือไม่ มีอาการตั้งแต่เมื่อไร อะไรเป็นสาเหตุส่งเสริม เพื่อพิจารณาให้การแก้ไข เช่น แก้ไขภาวะเครียดโดยการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด พูดคุย ตอบข้อซักถามด้วยความเต็มใจ จัดสภาพแวดล้อมให้เงียบสงบ วางแผนร่วมกับผู้ป่วยในการดูแลจิตใจให้สงบ ให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดช่วยร่วมวางแผนการดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะการช่วยเหลือให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยมีความวิตกกังวลมาก อาจต้องใช้ยากล่อมประสาทตามแผนการรักษา เป็นต้น</p>
<p>     5. การพยาบาลผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงในระยะเรื้อรัง มีดังนี้</p>
<p>          5.1 การควบคุมอาหารเค็ม อาหารไขมัน และอาหารที่ให้พลังงานสูง กล่าวคือ</p>
<p>แนะนำให้ผู้ป่วยลดหรืองดรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ไข่เค็ม ของหมักดอง อาหารรสเค็มต่างๆ อาหารกระป๋องซึ่งมักจะมีส่วนผสมของโซเดียม อาหารเคี้ยวกรอบที่มีรสเค็ม หลีกเลี่ยงการใช้สารอาหารและยาที่มีโซเดียมสูง ได้แก่ ผงชูรส (monosodium glutamate) รวมทั้งเครื่องปรุงรสของบะหมี่สำเร็จรูป ผงกันบูด(sodium benzoate) สารกันเชื้อราในขนมปัง (sodium propionate) สารใส่ไอสครีมให้เหนียว (sodium alginate) ผงฟูในการทำเค็กหรือขนมปัง (sodium bicarbonate) สารใส่ผลไม้กระป๋องให้คงสีธรรมชาติ (sodium sulfite) ยาโซดามินท์ เป็นต้น เกลือ 1 กรัม มีโซเดียม 17.1 มิลลิอีควิวาเลนท์ และเกลือ 1 ช้อนชา มีโซเดียม 2.3 กรัม หรือ 100 มิลลิอีควิวาเลนท์ สำหรับอาหารที่รับประทานประจำวันโดยทั่วไปมีปริมาณเกลือ 10 – 20 กรัม จากปริมาณนี้ เกลือประมาณ 2/3 พบในอาหารตามธรรมชาติ ส่วนอีก 1/3 เป็นเกลือที่เพิ่มขึ้นจากการปรุงอาหาร จากการศึกษาพบว่าถ้าลดปริมาณการบริโภคเกลือจาก 10 กรัม ลงเหลือ 5 กรัมต่อวัน จะสามารถลดความดันโลหิตได้ถึง 10 มม.ปรอท<br />
ควบคุมอาหารไขมัน โดยใช้น้ำมันพืช น้ำมันพืชที่มีกรดไลโนลิอิคสูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว เป็นต้น แต่ไม่ควรใช้น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาลม์เพราะให้พลังงานสูง ไม่ควรใช้น้ำมันจากสัตว์เพราะเป็นไขมันชนิดอิ่มตัวมีสารโคเลสเตอรอลสูงชึ่งทำให้หลอดเลือดอุดตัน<br />
ควบคุมอาหารที่มีพลังงานสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำจากกะทิ หอยนางรม ไข่แดง อาหารที่มันมาก เช่น ข้าวขาหมู หนังเป็ด หนังไก่ หนังหมู มันกุ้ง มันปู โดยเฉพาะผู้ที่มี cholesterol สูง<br />
          5.2 การออกกำลังกาย แนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอให้เหมาะสมกับสภาพหัวใจ หลอดเลือด สภาพร่างกาย และสภาพแวดล้อม เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆ เป็นต้น ทั้งนี้ต้องระวังไม่ออกกำลังกายอย่างหักโหมหรือมากเกินไป เช่นการออกกำลังกายจนรู้สึกเหนื่อย การยก ผลัก ดึง แบก เข็น และหลีกเลี่ยงการแข่งขันเพราะทำให้เกิดความเครียด</p>
<p>         จากผลการศึกษาของคนึงนิจและคณะพบว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ ระดับไม่รุนแรง ได้รับการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิตนานกว่า 6 เดือน เมื่อให้ออกกำลังกายโดยวิธีขี่จักรยาน เป็นเวลา 10 นาที 3 วัน/สัปดาห์ ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ สามารถลดความดันโลหิตลงจนอยู่ในระดับปกติได้ทั้ง systolic และ diastolic</p>
<p>          5.3 แนะนำให้ผู้ป่วยงดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบด้วย เพราะนิโคติน (nicotine) ในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดรัดตัวซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น</p>
<p>          5.4 แนะนำให้ผู้ป่วยงดดื่มสุรา เพราะแอลกอฮอล์จะเพิ่ม renin หรือ aldosterone ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น</p>
<p>          5.5 แนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงภาวะเครียดซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ควรทำจิตใจให้แจ่มใส หาวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกกำลังกาย เทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การนั่งสมาธิ การพักผ่อนให้เพียงพอโดยเฉพาะการนอนหลับให้สนิท ถ้ามีปัญหาหรือมีความเครียดสูงอาจต้องปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ ซึ่งอาจปรึกษาทางโทรศัพท์ก็ได้ หรืออาจใช้เครื่องมือให้ข้อมูลป้อนกลับ(Bio feedback) ข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยทราบกลไกที่เกิดขึ้นในร่างกายได้ด้วยตนเอง จากการวิจัยพบว่าวิธีนี้ช่วยลดความดันโลหิตได้</p>
<p>          5.6 แนะนำเกี่ยวกับการรับประทานยา ได้แก่</p>
<p>สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาลดความดันโลหิตสูงในระยะแรก ๆ ผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนชนิดของยา ต้องแนะนำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนท่าช้า ๆ จากนอนเป็นนั่งหรือจากนั่งเป็นยืน ระวังอาการหน้ามืด เป็นลมล้มลง เนื่องจากความดันโลหิตลดต่ำลงมากหรือเร็วเกินไป ดังนั้นผู้ป่วยควรเริ่มได้รับยาลดความดันโลหิตในขนาดต่ำ ๆ ก่อนในระยะแรก<br />
ให้รับประทานยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพราะโรคนี้รักษาไม่หายขาด การรักษาอย่างสม่ำเสมอช่วยควบคุมภาวะโรคไม่ให้เป็นมากขึ้นหรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นน้อยหรือช้าที่สุด<br />
ไม่ซื้อยามารับประทานเอง การได้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพราะอาจต้องมีการปรับขนาดของยา อาจเปลี่ยนยาเพื่อเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงของยา ควรบอกให้ผู้ป่วยทราบเกี่ยวกับยาและผลข้างเคียงของยาโดยสังเขป ถ้ามีอาการผิดปกติจากผลข้างเคียงของยาให้ผู้ป่วยรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเอง<br />
ควรไปตรวจตามนัดทุกครั้ง และนำยาที่มีทั้งหมดไปด้วย เพราะผู้ป่วยจะได้ยาตามระดับความรุนแรงของความดันโลหิต<br />
ถ้าผู้ป่วยได้รับยาขับปัสสาวะ (diuretic) ในกลุ่ม Thiazide ซึ่งมักจะเป็นยาตัวแรกในการรักษาความดันโลหิตสูง เนื่องจากราคาถูกและมีประสิทธิภาพในการรักษาดี แต่มีผลข้างเคียงทำให้โปแตสเซี่ยมต่ำ และจะต้องระวังมากยิ่งขึ้นถ้าผู้ป่วยได้ยา Digitalis ร่วมด้วย ควรแนะนำให้ผู้ป่วยลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม และรับประทานอาหารที่มีโปแตสเซี่ยม เช่น ผลไม้ โดยเฉพาะกล้วย ส้ม เป็นต้น<br />
ถ้าผู้ป่วยได้รับยาที่ทำให้ง่วงได้ เช่น Clonidine,Methyldopa เป็นต้น ควรแนะนำให้หลีกเลี่ยงการขับรถ การทำงานที่อาจเกิดอันตรายได้จากความง่วง<br />
           5.7 แนะนำการวัดความดันโลหิตให้กับผู้ป่วยหรือผู้ดูแล (care giver) เพื่อประเมินผลการรักษาและพยาธิสภาพของผู้ป่วย การวัดความดันโลหิตที่บ้านจะได้ค่าที่เที่ยงตรงมากขึ้นเนื่องจากอยู่ในภาวะผ่อนคลายมากกว่า</p>
<p>          5.8 อธิบายให้ญาติหรือครอบครัวผู้ป่วยเข้าใจโรคและการดูแลผู้ป่วยตามความเหมาะสม เพื่อให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย</p>
<p>ขอขอบคุณเนื้อหาดีๆ เหล่านี้จาก  http://www.academic.hcu.ac.th/forum/board_posts.asp?FID=29&amp;UID</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>EDENTEE White Universe (เอเดนเต้ ไวท์ ยูนีเวิร์ส)</title>
		<link>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/05/edentee-white-universe-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89-%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/05/edentee-white-universe-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89-%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Apr 2011 13:39:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tawanrat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ความงาม]]></category>

		<category><![CDATA[EDENTEE White Universe]]></category>

		<category><![CDATA[Posted in My SNatur]]></category>

		<category><![CDATA[snatur]]></category>

		<category><![CDATA[การบำรุงผิว  Tags: EDENTEE]]></category>

		<category><![CDATA[ขาวจากข้างใน]]></category>

		<category><![CDATA[คนดำก็ขาวได้]]></category>

		<category><![CDATA[ความสดชื่น]]></category>

		<category><![CDATA[ธุรกิจเครือข่าย]]></category>

		<category><![CDATA[ศรีไทย]]></category>

		<category><![CDATA[ศรีไทยซุปเปอร์แวร์]]></category>

		<category><![CDATA[สวยสดชื่นสดใส]]></category>

		<category><![CDATA[หน้าขาวใส]]></category>

		<category><![CDATA[เอสเนเจอร์]]></category>

		<category><![CDATA[เอเดนเต้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/?p=21</guid>
		<description><![CDATA[EDENTEE White Universe
วิถีแห่งความขาวเจิดจรัสเริ่มต้นขึ้น ณ จุดนี้
Edentee White Universหนึ่งในปรารถนาแห่งหญิงสาวของทุกช่วงเวลาจากอดีตจนถึงวันนี้ คือ การได้เป็นผู้ครอบครองผิวขาว เนียนนุ่ม เปล่งปลั่งอย่างเจิดจรัส สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นจนยากจะลืมเลือน แต่ความต้องการนี้ยังเป็นเพียงความฝันที่มิอาจเติมเต็มได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง…
       จากบริบทของต้นกำเนิดความงาม ณ สวนสวรรค์แห่งอีเดน EDENTEE ขอนำคุณร่วมสัมผัสอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไม่มีสิ้นสุดของห้วงแห่งความขาว กระจ่างใสอันเจิดจรัสภายใต้นาม WHITE UNIVERSE ที่ก่อกำเนิดขึ้นจากความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของวิทยาศาสตร์แห่งความงามชั้นสูง รังสรรค์และรวบรวมมากักเก็บไว้เพื่อผสานให้เป็นนวัตกรรมแห่งความงามเพียงหนึ่งเดียว

EDENTEE WHITE COMPLEX
เมื่อวิทยาการแห่งความงามนำคุณไปสู่จุดสูงสุดการผสานนวัตกรรมแห่งความงามชั้นแนวหน้าจากทุกมุมโลกที่ถูกรวบรวมมาไว้เป็นหนึ่งเดียว
“EDENTEE WHITE COMPLEX” เพื่อสร้างฝันของหญิงสาวทั่วโลกให้เป็นจริง



BETA-WHITE?


BETA-WHITE™ : FROM CANADA
นวัตกรรมแห่งวิทยาการเพื่อความขาวกระจ่างใสล่าสุดแห่งทศวรรษที่ช่วยหยุดสาเหตุของการเกิดจุดด่างดำและรอยหมองคล้ำไว้ได้ทุกกระบวนการ องค์ประกอบที่เปี่ยมด้วยพลังที่ไม่ใช่แค่ยับยั้งการปล่อยเม็ดสีของเอนไซม์โทโรซิเนสทั่วไป หรือควบคุมเฉพาะเซลล์เม็ดสีที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด แต่เป็นการปิดกั้นที่ต้กำเนิดของระบบการสร้างเม็ดสีผิวซึ่งจะควบคุมทั้งส่วนที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด และสีผิวตามพันธุกรรม จึงไม่มีโอกาสที่เม็ดสีจะหลุดรอดมากล้ำกรายผิวของคุณได้ ผลลัพธ์คือ ความขาวกระจ่างใส เจิดจรัสมากกว่าที่คุณเคยเป็นมา
LAMINIXYL™ : FROM FRANCE
“ลดอายุของผิวได้มากถึง 10 ปี นี่คือน้ำพุแห่งความอ่อนเยาว์อย่างแท้จริง” New Anti Aging ที่เลอเลิศที่สุดแห่งยุค ด้วยคุณสมบัติในการเพิ่ม Laminin 5 สาระสำคัญที่สร้างความนุ่มกระชับ เต่งตึงในผิวของเด็ก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div id="attachment_78" class="wp-caption alignleft" style="width: 170px"><img class="size-full wp-image-78" style="margin: 5px" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/edentee-15.jpg" alt="edentee-15" width="160" height="160" /><p class="wp-caption-text">EDENTEE White Universe</p></div></p>
<p><strong>EDENTEE White Universe<br />
</strong>วิถีแห่งความขาวเจิดจรัสเริ่มต้นขึ้น ณ จุดนี้<br />
Edentee White Universหนึ่งในปรารถนาแห่งหญิงสาวของทุกช่วงเวลาจากอดีตจนถึงวันนี้ คือ การได้เป็นผู้ครอบครองผิวขาว เนียนนุ่ม เปล่งปลั่งอย่างเจิดจรัส สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นจนยากจะลืมเลือน แต่ความต้องการนี้ยังเป็นเพียงความฝันที่มิอาจเติมเต็มได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง…<br />
       จากบริบทของต้นกำเนิดความงาม ณ สวนสวรรค์แห่งอีเดน EDENTEE ขอนำคุณร่วมสัมผัสอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไม่มีสิ้นสุดของห้วงแห่งความขาว กระจ่างใสอันเจิดจรัสภายใต้นาม WHITE UNIVERSE ที่ก่อกำเนิดขึ้นจากความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของวิทยาศาสตร์แห่งความงามชั้นสูง รังสรรค์และรวบรวมมากักเก็บไว้เพื่อผสานให้เป็นนวัตกรรมแห่งความงามเพียงหนึ่งเดียว</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>EDENTEE WHITE COMPLEX</strong></p>
<p>เมื่อวิทยาการแห่งความงามนำคุณไปสู่จุดสูงสุดการผสานนวัตกรรมแห่งความงามชั้นแนวหน้าจากทุกมุมโลกที่ถูกรวบรวมมาไว้เป็นหนึ่งเดียว</p>
<p><strong>“EDENTEE WHITE COMPLEX” เพื่อสร้างฝันของหญิงสาวทั่วโลกให้เป็นจริง</strong></p>
<div class="mceTemp">
<dl>
<dt><img class="size-full wp-image-83" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/edentee-23.gif" alt="edentee-23" width="240" height="179" /></dt>
<dd>BETA-WHITE?</dd>
</dl>
<p><strong><br />
BETA-WHITE™ : FROM CANADA<br />
</strong>นวัตกรรมแห่งวิทยาการเพื่อความขาวกระจ่างใสล่าสุดแห่งทศวรรษที่ช่วยหยุดสาเหตุของการเกิดจุดด่างดำและรอยหมองคล้ำไว้ได้ทุกกระบวนการ องค์ประกอบที่เปี่ยมด้วยพลังที่ไม่ใช่แค่ยับยั้งการปล่อยเม็ดสีของเอนไซม์โทโรซิเนสทั่วไป หรือควบคุมเฉพาะเซลล์เม็ดสีที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด แต่เป็นการปิดกั้นที่ต้กำเนิดของระบบการสร้างเม็ดสีผิวซึ่งจะควบคุมทั้งส่วนที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด และสีผิวตามพันธุกรรม จึงไม่มีโอกาสที่เม็ดสีจะหลุดรอดมากล้ำกรายผิวของคุณได้ ผลลัพธ์คือ ความขาวกระจ่างใส เจิดจรัสมากกว่าที่คุณเคยเป็นมา<br />
<strong>LAMINIXYL™ : FROM FRANCE<br />
</strong>“ลดอายุของผิวได้มากถึง 10 ปี นี่คือน้ำพุแห่งความอ่อนเยาว์อย่างแท้จริง” New Anti Aging ที่เลอเลิศที่สุดแห่งยุค ด้วยคุณสมบัติในการเพิ่ม Laminin 5 สาระสำคัญที่สร้างความนุ่มกระชับ เต่งตึงในผิวของเด็ก ที่ปริมาณจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น พบในผิวชั้น DEJ (Dermal Epidermal Junction) ซึ่งเป็นผิวชั้นบางๆ ที่เชื่อมระหว่างผิวชั้น Dermis และ Epidermis ทำหน้าที่เปรียบเสมือนตาขอช่วยยึดโครงสร้างผิวให้แข็งแรงและตึงกระชับ เติมเต็มผิวให้เอิบอิ่มด้วยคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของผิว พร้อมเพิ่มเส้นใย Elastin เสริมความยืดหยุ่น และ Keratin ให้ผิวแข็งแรงยิ่งขึ้น ไม่มีอะไรจะย้อนวัยแห่งผิวคุณได้มากกว่านี้อีกแล้ว<br />
<strong>CESTRUM LATIFOLIUM LEAF EXTRACT  (SYMBIOCELL™) : FROM GERMANY<br />
</strong>นวัตกรรมล่าสุดแห่ง New Anti-Irritate ช่วยเติมความชุ่มชื่น ลดอาการระคายเคืองจาก AHA แสงแดด ความร้อน ความแสบร้อนจากการเสริมความงาม ลดรอยแดง ต่อต้านการอักเสบ ทำให้ผิวเย็นสบายขึ้น</div>
<p><strong><img class="alignleft size-full wp-image-90" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/edentee-36.png" alt="edentee-36" width="109" height="124" />PEONY EXTRACT : FROM FRANCE<br />
</strong>สารบริสุทธิ์จากธรรมชาติที่ได้รับการขนานนามว่า “The King of Flowers” มีคุณค่าพิเศษในการมอบความชุ่มชื่นแก่ผิว บรรเทาอาการระคายเคืองจากรังสี แสงแดดและมลภาวะ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดผิวหมองคล้ำ<br />
NANO VITAMIN C &amp; E<br />
<strong>NANO VITAMIN C &amp; E : GERMANY<img class="alignright size-full wp-image-92" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/edentee-43.jpg" alt="edentee-43" width="174" height="192" /></strong></p>
<p>SUPER ANTIOXIDANT จากธรรมชาติที่ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ สาเหตุสำคัญในกระบวนการเกิดเม็ดสีผิว เพิ่มระดับคุณค่าด้วย NANO TECHNOLOGY เพื่อนำพาสาระสำคัญให้ซึบซาบสู่ผิวได้ดีกว่าการเติมวิตามินรูปแบบธรรมดา ช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ รังสีอุลตร้าไวโอเลตและมลภาวะต่างๆ รวมทั้งเป็นพื้นฐานของการสรรสร้างผิวขาวกระจ่างใส และลดเลือนจุดด่างดำ</p>
<p><strong>BIOSACCHARIDE GUM-1 : FROM FRANCE<br />
</strong>สารบำรุงเช่นเดียวกับ Hyaluronic acid แต่ซึบซาบเร็วกว่า ส่งต่อความชุ่มชื่นสู่ผิวทันทีและเนิ่นนาน ช่วยให้ผิวเรียบ เปล่งปลั่ง เกินคาดคิด<br />
<strong><img class="size-full wp-image-94 alignleft" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/edentee-5.jpg" alt="edentee-5" width="134" height="150" />FOMES OFFICINALIS EXTRACT<br />
</strong>สารบำรุงที่ได้รับการขนานนามว่า “ยาอายุวัฒนะ” ที่ช่วยต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย ยกกระชับเติมเต็มรูขุมขน ควบคุมความมันบนผิวหน้าด้วยการชะลอการหลั่งน้ำมันของผิว (Sebum) มอบความนุ่มนวล ชุ่มชื่น สดใสให้แก่ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ<br />
HAMAMELIS VIRGINIANA EXTRACT<br />
<strong>HAMAMELIS VIRGINIANA EXTRACT<img class="alignright size-full wp-image-95" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/edentee-6.jpg" alt="edentee-6" width="186" height="158" /></strong><br />
สารสกัดจาก Witch Hazel คุณค่าแห่งธรรมชาติ ที่ช่วยปลอบประโลมผิว ให้ความรู้สึกสบาย สดชื่น มีคุณสมบัติสำคัญในการบำรุงผิว โดยการขจัดความมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน สาเหตุสำคัญของรูขุมขนกว้าง พร้อมมอบความเรียบเนียน สดชื่นอย่างมีสุขภาพดีให้แก่ผิว</p>
<p>เป็นยังไงบ้างคะ จากข้อมูลข้างต้น โอเค? ทีนี้ลองมาดูนะคะว่าพูดมาเยอะขนาดนี้แล้ว สินค้าของเรามีอะไรบ้าง</p>
<p><strong>1.EDENTEE WHITE UNIVERSE DEEP CLEANSING FOAM</strong></p>
<p><strong>เอเดนเต้ ไวท์ ยูนิเวิร์ส ดีพ เคล็นซิ่ง โฟม</strong></p>
<p>บริบทแห่งความขาว กระจ่างใสได้เริ่มต้นขึ้นจากขั้นตอนเล็กๆ</p>
<p>การทำความสะอาดผิวหน้าเป็นเพียงขั้นตอนเล็กๆ แต่คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะนำพาคุณก้าวสู่ความงามที่ยิ่งใหญ่<br />
<strong>WHITE UNIVERSE DEEP CLEANSING FOAM<img class="alignright size-full wp-image-98" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/edentee-71.jpg" alt="edentee-71" width="192" height="123" /><br />
</strong>WHITE UNIVERSE DEEP CLEANSING FOAM อ่อนโยนต่อผิวด้วยพรายฟองโฟมนุ่มละเอียด ที่แทรกซึมเข้าทำความสะอาดเครื่องสำอาง และสิ่งสกปรกได้อย่างล้ำลึกหมดจดทุกอณูแห่งผิว ผสานคุณค่าของสารบำรุง Beta-White Complex  ร่วมกับมอยเจอร์ไรเซอร์ชั้นสูง และ Nano Vitamin C และ E ส่งผลชัดเจนในการลดเลือนให้จุดด่างดำ ความหมองคล้ำแลดูจางลง เผยความขาวเนียนใสที่แท้จริงแห่งผิวสาวเอเชีย  ทั้งยังช่วยควบคุมความมันบนใบหน้า สาเหตุของปัญหาสิว พร้อมคุณค่าของสารธรรมชาติจากใบเซสทรัม ช่วยปกป้องผิวจากความระคายเคือง เติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างไม่จบสิ้น เพื่อผิวที่หน้าที่ขาวใส เนียนนุ่ม มีชีวิตชีวา น่าสัมผัส</p>
<p><strong>ส่วนประกอบสำคัญ :</strong> Stearic Acid, Myristic Acid, Glycerin, Palmitic Acid, Propylene Glycol, Sodium N-Cocoyl Methyltaurate, Aqua, Sodium Laureth Sulfate, Potassium Hydroxide, Ceteth-20, Lauric Acid, Glycol Distearate, Phenoxyethanol, Polyquaternium-7, Perfume, Disodium EDTA, Hydrogenated Lecithin, Sodium Oleate, Oligopeptide-68, Peony (Paeonia Albiflora) Extract, Heptapeptide-8, Cestrum Latifolium Leaf Extract, Xanthan Gum, Polysorbate 20, Ascorbic Acid, Mixed Tocopherols, Methylisothiazolinone</p>
<p><strong>วิธีใช้ :</strong> บีบโฟมผสมน้ำเล็กน้อยให้เกิดฟองลูบไล้และนวดเบาๆ ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ แล้วล้างออกด้วยน้ำจนสะอาด</p>
<p><strong>คำเตือน :</strong> 1. อ่านวิธีใช้ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด</p>
<p>2. หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้น ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์</p>
<p><strong>ปริมาณสุทธิ :</strong> 100 กรัม</p>
<p><strong>รหัสสินค้า :</strong> 5912401010001<br />
<strong>ราคาขายปลีก :</strong> 750<br />
<strong>ราคาสมาชิก :</strong> 600<br />
<strong>PV :</strong> 240</p>
<p><strong>2. EDENTEE WHITE UNIVERSE HYDRATANT LIQUID EMULSION</strong></p>
<p><strong>เอเดนเต้ ไวท์ ยูนิเวิร์ส ไฮดราแทน ลิควิด อิมัลชั่น<img class="alignright size-full wp-image-105" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/edentee-82.jpg" alt="edentee-82" width="180" height="115" /></strong></p>
<p>ผิวเตรียมพร้อม ได้เวลาดื่มด่ำประสบการณ์แห่งความสว่างกระจ่างใส<br />
หลังจากอ่อนล้ามาทั้งวัน นี่คือเวลาที่ผิวกำลังเพรียกหาความสดชื่นที่แท้จริง</p>
<p>WHITE UNIVERSE HYDRATANT LIQUID EMULSION โลชั่นเนื้อบางเบาในรูปของอิมัลชั่นที่ซึมซาบลึกล้ำเพื่อทำความสะอาดผิวหน้า ขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิวได้อย่างหมดจรด  พร้อมมอบความขาวสว่างสดใสในขั้นตอนเดียว ด้วย Beta-White Complex  วิทยาการก้าวล้ำที่ต่อต้านทุกสาเหตุของกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว ผสานกับ มอยเจอร์ไรเซอร์ และ Nano Vitamin C และ E ช่วยให้จุดด่างดำ ความหมองคล้ำแลดูจางลง  มอบความชุ่มชื่น นุ่มนวล สดใส ชดเชยความอ่อนล้าที่ผิวได้รับ<br />
ด้วยเนื้อสัมผัส Liquid emulsion ที่ แตกต่างเพราะมีน้ำมัน โดยเลียนแบบธรรมชาติของผิวที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบเช่นกัน  “like disslove like” จึงสามารถนำพาสารบำรุงสำคัญซึมซาบเข้าสู่ส่วนลึกของผิวเพื่อแก้ปัญหาที่ สาเหตุได้อย่างง่ายดาย ฟื้นคืนความแข็งแรงให้ผิว เตรียมปรับสภาพผิวให้พร้อมเพื่อรับการบำรุงในขั้นต่อไป <br />
<strong>ส่วนประกอบสำคัญ :</strong> Water, Denat. Alcohol, Cetearyl Isononanoate, Ceteareth-20, Cetearyl Alcohol, Glyceryl Stearate, Glycerin, Ceteareth-12, Cetyl Palmitate, Butylene Glycol, Fomes Officinalis (Mushroom) Extract, Phenoxyethanol, Disodium EDTA, Ethylhexylglycerin, Hamamelis Virginiana (Witch Hazel) leaf extract, Fragrance, Triethanolamine, Hydrogenated Lecithin, Sodium Oleate, Oligopeptide-68, Heptapeptide-8, Cestrum Latifolium Leaf Extract, Xanthan Gum, Peony (Paeonia Albiflora) Extract, Ascorbic Acid, Mixed Tocopherols, Biosaccharide Gum-1, Methylisothiazolinone</p>
<p><strong>วิธีใช้ :</strong> ใช้สำลีชุบโลชั่น หรือเทโลชั่นลงบนฝ่ามือ ทาให้ทั่วผิวหน้า หลังล้างหน้า โดยไม่ต้องล้างออก</p>
<p><strong>คำเตือน :</strong> 1. อ่านวิธีใช้ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด</p>
<p>2. หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้น ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์</p>
<p><strong>ปริมาตรสุทธิ :</strong> 100 มิลลิลิตร</p>
<p><strong>รหัสสินค้า :</strong> 5912401010002<br />
<strong>ราคาขายปลีก :</strong> 1,106<br />
<strong>ราคาสมาชิก :</strong> 885<br />
<strong>PV :</strong> 354</p>
<p><strong>3.EDENTEE WHITE UNIVERSE INTENSIVE SILKY SERUM</strong></p>
<p><strong>เอเดนเต้ ไวท์ ยูนิเวิร์ส อินเทนซีฟ ซิลค์กี้ เซรั่ม</strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-114 alignleft" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/edentee-92.jpg" alt="edentee-92" width="210" height="134" />เลิศล้ำเกินคำว่ากระจ่างใสด้วยประกายเจิดจรัสแห่งผิว<br />
EDENTEE WHITE UNIVERSE INTENSIVE SILKY SERUM<br />
ปรากฎการณ์แสนวิเศษแห่งโลกความงาม WHITE UNIVERSE INTENSIVE SILKY SERUM เซรั่มบำรุงผิวหน้าสูตรเข้มข้นที่ถูกค้นพบมาเพื่อสรรสร้างความเจิดจรัสเกิน จินตนาการให้แก่ผิว ยกระดับความสว่างกระจ่างใสและฟื้นคืนความอ่อนเยาว์สู่ผิว ประสิทธิผลเลอเลิศเกิดจากการรวบรวมสารสำคัญหลากชนิดไว้ด้วยกัน Beta-White Complex นวัตกรรมเพื่อความขาวแห่งยุค ผสานด้วย มอยเจอร์ไรเซอร์ธรรมชาติ เช่น Peony Extract, Cestrum Latifolium Leaf Extract, Biosaccharide gum-1  และ Nano Vitamin C และ E เมื่อ ร่วมกับคุณค่าจากสารเปปไทด์ ผลลัพธ์คือผิวที่คุณต้องปลาบปลื้มในที่สุด จุดด่างดำ ความหมองคล้ำแลดูจางลงอย่างรวดเร็ว  ผิวสวยสดใสส่องประกาย เปล่งปลั่ง เนียนนุ่ม แลดูสุขภาพดี</p>
<p>ความเป็นหนึ่งหมายถึงความแตกต่างที่รับรู้ได้เพียงแค่สัมผัส ด้วยเนื้ออิมัลชั่นเจลรูปลักษณ์ใหม่ ไม่ทึบขาว ให้สัมผัสแรกที่คุณต้องประทับใจ เพราะไม่ใช่เพียงแค่บางเบา แต่ยังเนียนนุ่มดุจแพรไหม ส่งผลให้เนื้อเจลซึมซาบลงสู่ผิวได้อย่างล้ำลึกและรวดเร็ว แต่ทรงประสิทธิภาพ  เพื่อมอบผิวงามเป็นผลงานตอบแทนคุณได้ในเวลาไม่ช้านาน</p>
<p><strong>ส่วนประกอบสำคัญ :</strong> Water, Cyclopentasiloxane, Dimethicone Crosspolymer, Dimethicone, Laureth-23, Laureth-4, Propylene Glycol, Butylene Glycol, Isopropyl Palmitate, Hydrogenated Lecithin, Sodium Oleate, Oligopeptide-68, Phenoxyethanol, Biosaccharide Gum-1, Cestrum Latifolium Leaf Extract, Xanthan Gum, Disodium EDTA, Ethylhexylglycerin, Fragrance, Heptapeptide-8, Peony (Paeonia Albiflora) Extract, Ascorbic Acid, Mixed Tocopherols, Methylisothiazolinone</p>
<p><strong>วิธีใช้ :</strong> ลูบไล้เซรั่มให้ทั่วใบหน้าและลำคอ เป็นประจำ ก่อนนอน</p>
<p><strong>คำเตือน :</strong> 1. อ่านวิธีใช้ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด</p>
<p>2. หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้น ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์</p>
<p><strong>ปริมาตรสุทธิ :</strong> 30 มิลลิลิตร</p>
<p><strong>รหัสสินค้า :</strong> 5912401020001<br />
<strong>ราคาขายปลีก :</strong> 1,956<br />
<strong>ราคาสมาชิก :</strong> 1,565<br />
<strong>PV :</strong> 626</p>
<p><strong>4.EDENTEE  WHITE UNIVERSE All DAY AND NIGHT CREAM</strong></p>
<p><strong>เอเดนเต้ ไวท์ ยูนิเวิร์ส ออล เดย์ แอนด์ ไนท์ ครีม</strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-116 alignleft" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/edentee-102.jpg" alt="edentee-102" width="210" height="134" />ปรนเปรอความสดใสจากเซลล์สู่เซลล์ ชั้นผิวสู่ชั้นผิว วันจรดคืน<br />
EDENTEE WHITE UNIVERSE All DAY AND NIGHT CREAM<br />
ยกระดับการปรนนิบัติผิวครั้งสำคัญด้วย WHITE UNIVERSE All DAY AND NIGHT CREAM  ที่เปรียบดั่งอาหารทิพย์อันรังสรรค์มาเพื่อปรนเปรอความอิ่มเอมให้แก่ผิว เติมเต็มความสดใสในทุกเช้าและฟื้นบำรุงล้ำลึกในยามค่ำคืน ให้คุณก้าวล่วงเข้าสู่ห้วงความขาวไม่สิ้นสุด ด้วยสารสำคัญ Beta-White Complex ช่วย ปรับสภาพให้ผิวแลดูเปล่งปลั่ง กระจ่างใส ลดเลือนจุดด่างดำ ความหมองคล้ำให้แลดูจางลง ทำงานสอดประสานกับ Unisphere อีกรูปแบบของ Nano Vitamin C และ E ช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ รังสีอุลตร้าไวโอเลตและมลภาวะต่างๆ ฟื้นคืนผิวให้ชุ่มชื่น แข็งแรง อิ่มเอิบแลดูอ่อนเยาว์</p>
<p>แรกสัมผัสอิมัลชั่นเนื้อบางเบาในรูปลักษณ์ พิเศษ  liquid crystalline network  ที่ไม่ใช่เพียงแค่การกระจายตัวของน้ำมันในน้ำหรือน้ำในน้ำมัน แต่สรรสร้างมาเพื่อเป็นนวัตกรรมแห่งความงามชั้นสูง ด้วยรูปแบบเฉพาะของ Lamella ที่แบ่งชั้นระหว่างน้ำกับน้ำมันสลับกันเป็นวงๆ เพื่อแยกกักเก็บสารบำรุงสำคัญไว้ในแต่ละชั้น ส่งผลให้ทุกอณูแห่งคุณค่าแทรกซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น และช่วยสะสมความชุ่มชื่นของผิวได้ยาวนานขึ้นเพื่อเติมเต็มความสดใสได้ตลอดวัน</p>
<p><strong>ส่วนประกอบสำคัญ :</strong> Water, Propylene Glycol, Cetearyl Octanoate, Ethylhexyl Stearate, Simmondsia Chinensis (Jojoba) Seed Oil, Cetearyl Alcohol, Dimethicone, Behenyl Alcohol, Polyglyceryl-10 Pentastearate, Sodium Stearoyl Lactylate, Glyceryl Stearate, PEG 100 Stearate, Hydrogenated Lecithin, Sodium Oleate, Oligopeptide-68, Mannitol, Cellulose, Tocopheryl Acetate, Hydroxypropyl Methylcellulose, Cestrum Latifolium Leaf Extract, Xanthan Gum, Biosaccharide Gum-1, Methylparaben, Xanthan Gum, Propylparaben, Triethanolamine, Disodium EDTA, Fragrance, Heptapeptide-8, Peony (Paeonia Albiflora) Extract, Ascorbyl Palmitate, Methylisothiazolinone, CI 77492</p>
<p><strong>วิธีใช้ :</strong> ลูบไล้ครีมให้ทั่วใบหน้าและลำคอ เป็นประจำ ในตอนเช้าและก่อนนอน</p>
<p><strong>คำเตือน :</strong> 1. อ่านวิธีใช้ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด</p>
<p>2. หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้น ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์</p>
<p><strong>ปริมาตรสุทธิ :</strong> 30 มิลลิลิตร</p>
<p><strong>รหัสสินค้า :</strong> 5912401020001<br />
<strong>ราคาขายปลีก :</strong> 2,188<br />
<strong>ราคาสมาชิก :</strong> 1,750<br />
<strong>PV :</strong> 700</p>
<p>และเราขอเสนอขายเป็นชุด ครบทุกตัว ราคาเพียง 4,800 บาท เท่านั้นค่ะ และแถมฟรี 1. Daily Ladina กินแล้วสวย มูลค่า 625 บาท 2. Lip Intensive Serum Moisture Up SPF 20 ชายใช้ได้ หญิงใช้ดี มูลค่า 280 บาท<br />
EDENTEE White Universe<br />
อ่านจบแล้วสนใจสินค้า โทรมาถามบีได้ค่ะ 086-3486042  หรือจะ Mail มาสอบถามกันก็ได้ ที่ <a href="mailto:tawanrat_bb@hotmail.com">tawanrat_bb@hotmail.com</a> หรือจะเข้าไปเยี่ยมชมเราในร้านค้าได้นะคะ ที่ <a href="http://snatureshop.com/tawanrat/">snatureshop.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/05/edentee-white-universe-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89-%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เบาหวานเกิดจากอะไร</title>
		<link>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/05/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/05/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Apr 2011 12:25:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tawanrat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[snatur]]></category>

		<category><![CDATA[การรักษาเบาหวาน]]></category>

		<category><![CDATA[การเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร]]></category>

		<category><![CDATA[ระดับน้ำตาลในเลือดสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ศรีไทย]]></category>

		<category><![CDATA[ศรีไทยซุปเปอร์แวร์]]></category>

		<category><![CDATA[อินซูลิน]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวานเกิดจากอะไร]]></category>

		<category><![CDATA[เอสเนเจอร์]]></category>

		<category><![CDATA[เอสเลดิน่า]]></category>

		<category><![CDATA[เอสแมนน่า]]></category>

		<category><![CDATA[โปรไบโอติก]]></category>

		<category><![CDATA[โรคเบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/?p=9</guid>
		<description><![CDATA[ โรคเบาหวาน เกิดจากตับอ่อน สร้างฮอร์โมนอินซูลิน (lnsulin) ได้น้อยหรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้ มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกาย เผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน  เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ หรือมีพอแต่ใช้ไม่ได้ น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ จึงเกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือด และอวัยวะต่างๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมากๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวาน หรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียกว่า เบาหวาน
 
          ผู้ป่วยมักจะมีอาการ ปัสสาวะบ่อยและมาก  เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไต จะดึงเอาน้ำออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อยๆ เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อ และไขมันแทน ทำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง นอกจากนี้ การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ ทำให้อวัยวะต่างๆ เกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย โรคนี้มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ กล่าวคือ มักมีพ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง เป็นโรคนี้ด้วย
 
          นอกจากนี้ ยังอาจมีสาเหตุอย่างอื่น เช่น อ้วนเกินไป (หรือกินหวานมากๆ จนอ้วน ก็อาจเป็นเบาหวานได้) มีลูกดก หรือเกิดจากการใช้ยา เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left"> โรคเบาหวาน เกิดจากตับอ่อน สร้างฮอร์โมนอินซูลิน (lnsulin) ได้น้อยหรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้ มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกาย เผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน  เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ หรือมีพอแต่ใช้ไม่ได้ น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ จึงเกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือด และอวัยวะต่างๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมากๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวาน หรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียกว่า เบาหวาน<br />
 <br />
          ผู้ป่วยมักจะมีอาการ ปัสสาวะบ่อยและมาก  เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไต จะดึงเอาน้ำออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อยๆ เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อ และไขมันแทน ทำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง นอกจากนี้ การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ ทำให้อวัยวะต่างๆ เกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย โรคนี้มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ กล่าวคือ มักมีพ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง เป็นโรคนี้ด้วย<br />
 <br />
          นอกจากนี้ ยังอาจมีสาเหตุอย่างอื่น เช่น อ้วนเกินไป (หรือกินหวานมากๆ จนอ้วน ก็อาจเป็นเบาหวานได้) มีลูกดก หรือเกิดจากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์, ยาขับปัสสาวะ, ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, มะเร็งของตับอ่อน, ตับแข็งระยะสุดท้าย, โรคฟีโอโครโมไซโตมา (Pheochromocytoma) ซึ่งเป็นเนื้องอกของต่อมหมวกไตชนิดหนึ่ง, โรคคุชชิง เป็นต้น<br />
 <br />
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน<span id="more-9"></span> <br />
           • มีญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) ป่วยเป็นโรคเบาหวาน <br />
           • เป็นโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายมีค่าตั้งแต่ 27 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป)<br />
           • ไม่ออกกำลังกาย<br />
           • เชื้อชาติบางเชื้อชาติ เช่น แอฟริกัน-อเมริกัน<br />
           • เคยตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ หรือเคยตรวจพบความทนต่อน้ำตาลบกพร่อง แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จัดเป็นเบาหวาน <br />
           • เป็นโรคความดันโลหิตสูง (ความดันโลหิตมีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป) <br />
           • ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (เอช ดี แอล โคเลสเตอรอลมีค่าน้อยกว่า หรือเท่ากับ 35 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และ/หรือไตรกลีเซอไรด์มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร <br />
           • เคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม <br />
           • เป็นโรคที่รังไข่มีถุงน้ำหลายถุง (Polycystic ovarian syndrome)<br />
 <br />
การรักษา<br />
 <br />
          1. หากสงสัยหรือตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ ควรแนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาล โดยให้ผู้ป่วยอดอาหาร (รวมทั้งเครื่องดื่มทุกชนิด) ตั้งแต่เที่ยงคืน แล้วไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาลในตอนเช้า เพื่อตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดที่เรียกว่า ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting blood sugar) ซึ่งในคนปกติจะมีค่าไม่เกิน 120 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มล. ถ้าพบว่ามีค่ามากกว่าปกติ ก็วินิจฉัยได้ว่าเป็นเบาหวาน ยิ่งมีค่าสูงมากเท่าไหร่ ก็แสดงว่ามีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น การรักษามักจะเริ่มด้วยการแนะนำเรื่องการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการปฏิบัติตัวอื่นๆ  ถ้าคุมอาหารอย่างเดียวไม่ได้ผล อาจต้องใช้ยารักษาเบาหวาน โดยถือหลักดังนี้   <br />
 <br />
          1.1 ในรายที่เป็นไม่มาก (เช่น เป็นเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน) อาจให้ยาขนิดกิน ที่สะดวก ราคาถูก และนิยมใช้กันมาก คือ ยาเม็ดคลอร์โพรพาไมค์ (Chlorpropamide) ซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อ เช่น ไดอะบีนีส (Diabenese) โดยมากจะมีอยู่ 2 ขนาด คือเม็ดเล็กขนาด 100 มิลลิกรัม และเม็ดใหญ่ขนาด 250 มิลลิกรัม ใช้กิน วันละครั้งเดียวคือก่อนอาหารเช้า โดยเริ่มจากขนาดน้อย ๆ ก่อน คือใช้ขนาดเม็ดเล็ก 1 เม็ด หรือเม็ดใหญ่ครึ่งเม็ดวันละครั้ง แล้วค่อยตรวจน้ำตาลในปัสสาวะทุกวัน ถ้ากินยาไป 10 วัน แล้วยังมีน้ำตาลในปัสสาวะขนาดสองบวก (2+) ถึงสี่บวก (4+) แสดงว่าไม่ได้ผล ให้เพิ่มยาอีกครั้งละ 1 เม็ดเล็กหรือครึ่งเม็ดใหญ่ ถ้ายังไม่ได้ผลก็ให้เพิ่มในขนาดนี้ทุก ๆ10 วัน จนกว่าอาการต่าง ๆ ทุเลาลง (อ่อนเพลียน้อยลง ปัสสาวะห่างขึ้น กระหายน้ำน้อยลง) และน้ำตาลในปัสสาวะมีแค่หนึ่งบวก (1+) หรือไม่มีเลย ก็ให้กินยาในขนาดนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าเพิ่มยาจนใช้ยาเม็ดใหญ่ (ขนาด 250 มิลลิกรัม) กินวันละครั้งถึง 2 เม็ดแล้วยังไม่ได้ผล ก็ไม่ควรเพิ่มมากกว่านี้ ผู้ป่วยที่กินยานี้ไม่ได้ผล หรือเป็นผู้สูงอายุหรือเป็นโรคไตหรือโรคตับอยู่ ควรเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่น เช่น ยาเม็ดไกลเบนคลาไมด์ (Glybenclamide) ซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อ เช่น ดาโอนิล (Daonil), ยูกลูคอน (Euglucon) ซึ่งมีขนาด 5 มิลลิกรัม ควรเริ่มจากครั้งละครึ่งเม็ดแบบเดียวกับคลอร์โพรพาไมด์ ให้ได้สูงสุดวันละ 4 เม็ด<br />
 <br />
          1.2 ในรายที่ใช้ยาชนิดกินไม่ได้ผล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน) หรือในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง หรือตั้งครรภ์หรือต้องทำการผ่าตัดด้วยโรคอื่น ๆ ก็ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินซึ่งควรปรับให้ได้ขนาดที่พอเหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเริ่มจากขนาดทีละน้อยก่อนเช่นเดียวกัน ส่วนมากจะสอนให้ผู้ป่วยหรือญาติฉีดเองที่บ้านผู้ป่วยชนิดพึ่งอินซูลิน อาจต้องฉีดอินซูลินทุกวันไปตลอดชีวิต ส่วนผู้ป่วยชนิดไม่พึ่งอินซูลิน เมื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีแล้ว อาจหันกลับมาใช้ยาชนิดกินแทนก็ได้<br />
 <br />
          1.3 ในการติดตามผลการรักษา นอกจากการตรวจปัสสาวะแล้ว ควรนัดให้ผู้ป่วยมาตรวจเลือดเป็นครั้งคราว  (อาจตรวจทุก 2-3 เดือน) ถ้าได้ต่ำกว่า 120 ถือว่าคุมได้ดี ระหว่าง 120 -180 ถือว่าพอใช้ และถ้าเกิน 180 ถือว่าไม่ดี<br />
 <br />
          2. ถ้าพบผู้ป่วยเบาหวานที่ขาดการรักษานาน ๆ หรือสงสัยมีภาวะแทรกซ้อน ควรส่งโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสงสัยมีภาวะคีโตซิส ควรให้น้ำเกลือ นอร์มัลซาไลน์ แล้วส่งโรงพยาบาลด่วน<br />
 <br />
การควบคุมป้องกัน<br />
 <br />
          ทำได้โดยพยายามลดความเสี่ยงทั้งหลายเหล่านั้นให้มากที่สุดที่จะทำได้ แม้ว่าปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ  เพศ และประวัติครอบครัว เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนไม่ได้ ควรคัดกรองควบคุมปัจจัยที่ทำได้ โดยการปรับปรุงวิถีชีวิต ดังนี้<br />
 <br />
           - งดสูบบุหรี่<br />
           - ลดความอ้วน<br />
           - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ<br />
           - ลดความดันโลหิตสูง (ตรวจทุกครั้งที่ไปรักษา)<br />
           - แก้ไข ไขมันในเลือดที่ผิดปกติให้กลับคืนดี (ตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง)<br />
           - ควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในระดับที่ดี<br />
           - งดหรือลดดื่มเหล้าเบียร์และของมึนเมา<br />
           - รักษาภาวะที่ดื้อต่ออินซูลิน<br />
           - รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามคำสั่งของแพทย์ผู้รักษา<br />
 <br />
ขอขอบคุณเนื้อหาดีๆ เหล่านี้จาก<br />
http://www.yourhealthyguide.com/article/topic-diabete.htm<br />
http://www.diabassocthai.org/patient/khownledge-patient5.html#9<br />
ไหนๆ ก็ไหนๆ สำหรับคนที่เป็นมานาน รักษาก็มาหลายที่แล้วไม่หายสักที บีมีผลิตภัณฑ์แนะนำค่ะ เป็นอาหารเสริมโปรไบโอติก ทานแล้วจะไปเสริม และกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น และปรับระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาทำงานสมดุลย์กัน ทำให้โรคนี้เบาลงและอาจหายกลับมาเป็นปกติได้ โทร 086-3486042 ลองดูนะคะ ผู้ชาย <a href="http://snatureshop.com/index.php?app=goods&amp;id=7702">คลิ๊ก</a> ผู้หญิง <a href="http://snatureshop.com/index.php?app=goods&amp;id=7701">คลิ๊ก</a></p>
<p style="text-align: center"><img class="aligncenter size-full wp-image-18" src="http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/files/2011/04/e0b981e0b8a1e0b899e0b899e0b988e0b8b2-e0b980e0b8a5e0b894e0b8b4e0b899e0b988e0b8b2.jpg" alt="e0b981e0b8a1e0b899e0b899e0b988e0b8b2-e0b980e0b8a5e0b894e0b8b4e0b899e0b988e0b8b2" width="300" height="176" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://snaturbysrithai.com/blog/tawanrat/2011/04/05/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>

