ทดสอบบทความ
rutsakorn | ตุลาคม 13, 2009 | 5:02 pm

วิดีโอแนะนำธุรกิจ เอสเนเจอร์

YouTube Preview Image
โรคหัวใจกับความเครียด
rutsakorn | มิถุนายน 7, 2009 | 8:49 pm

อ้างอิง : Gourmet &Cuisine lssue 106 May’09 www.gourmetthai.com

ก่อนอื่นเราทุกคนต้องยอมรับว่า ความเครียดในชีวิตเรานั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ชีวิตในปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองที่มีแต่ความเร่งรีบ การแข่งขัน การเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ด้วยแล้ว ปัญหาต่างๆ มักนำมาซึ่งความเครียดทั้งนั้น แต่ทราบหรือไม่ว่าความเครียดส่งผลกระทบต่อหัวใจโดยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ถึงแม้ตัวความเครียดเองจะไม่ได้ทำให้เป็นโรคหัวใจโดยตรง แต่ความเครียดก็ทำให้เกิดปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจ เช่น พฤติกรรมการกินอาหาร พฤติกรรมการนอนหลับพักผ่อนการออกกำลังกาย การใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นตัวเพิ่มความดันโลหิตสูง เพิ่มน้ำหนักขาดการพักผ่อน ปริมาณคอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น และเกิดโรคหัวใจตามมา

โรคหัวใจเกิดจากการอุดตันของคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด ทำให้เส้นเลือดมีขนาดเล็กลง ร่างกายได้รับออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงหัวใจน้อยลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก หายใจติดขัดถึงขั้นอันตรายถึงชีวิตรวมถึงภาวะหัวใจวายด้วย

กลไกการการทำงานของร่างกายเมื่อเกิดความเครียด

เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด กดดัน ที่อาจมาจากการทำงาน สิ่งแวดล้อม ครอบครัว เศรษฐกิจ ร่างกายจะทำงานโดยหมวกไตซึ่งเป็นต่อมไร้ท่ออยู่เหนือไต (ต่อมนี้จะผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล ( Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียด) ซึ่งผลคือความดันโลหิตเพิ่มขึ้นและเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แม้อาการเหล่านี้จะเป็นอาการปกติของคนที่เกิดความเครียด แต่ถ้าร่างกายต้องตกอยู่ในภาวะนี้บ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีและเป็นอันตรายต่อร่างกายด้วยเพราะหากหัวใจต้องสูบฉีดโลหิตหนักหว่าปกติ กล้ามเนื้อจะเกร็ง ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักและเกิดโรคหัวใจตามมา ดังนั้นเราจึงควรป้องกันหรือควบคุมความเครียดดีกว่าจะรักษาโรคหัวใจที่หลัง

ลดความเครียดได้อย่างไร?

ออกกำลังกาย

ด้วยภาวะที่เร่งรีบทั้งงานทั้งครอบครัว สภาพรถติด ทำให้วันหนึ่งๆ หาเวลาว่างได้ยาก การออกกำลังกายจึงมักถูกตัดออกไปโดยเปลี่ยนไปเป็นการดูหนัง กินข้าวนอกบ้านแทน ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่สำคัญต่อร่างกายมาก เพราะช่วยลดความเครียดทำให้การทำงานของหัวใจมีประสิทธิภาพดีและลดระดับคอเลสเตอรอล โดยผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจให้คำแนะนำว่าการออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ต่อวัน เช่น การเดินเร็ว 20-30 นาที การกระโดดเชือก ว่ายน้ำ 20 นาทีสามารถช่วยลดความเครียดและบำรุงหัวใจได้ดี และควรตั้งเป้าหมายที่การออกกำลังกายอย่างน้อย 20-30 นาทีต่อวัน อาจเป็นการวิ่งจ๊อกกิงตอนเช้า การปั่นจักรบานกับครอบครัว เต้นแอโรบิกที่ทำงานกับเพื่อนตีแบดมินตัน หรือการออกกำลังกายประเภทอื่นตามความถนัด แม้แต่การทำความสะอาดบ้าน ทำสวน อาบน้ำสัตย์เลี้ยงก็รวมอยู่ในการออกกำลังกายที่ดีด้วย

กินอาหารเช้า

ด้วยภาระต่างๆ มากมายที่ต้องทำกว่าจะเข้านอนในแต่ละวันได้ก็เข้าไปเกือบเที่ยงคืน ดังนั้นตอนเช้าแต่ละวันจึงไม่อยากจะตื่นเพื่อมากินอาหารเช้า ทั้งเตรียมทั้งกินและเก็บล้างก็เสียเวลาไปมาก คนส่วนใหญ่จึงเลือกไม่กินอาหารเช้า หรือดื่มแต่กาแฟแก้วเดียวแต่ทราบหรือไม่ว่าการเริ่มต้นแต่ละวันทำงานทั้งที่ท้องว่างอยู่นั้นเป็นการสร้างระบบความเครียดให้แก่ร่างกาย เนื่องมาจากเมื่อร่างกายไม่ได้รับอาหารเป็นเวลานานตลอดทั้งคืน ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดต่ำลง ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน แล้วก็จะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ส่งผลให้เกิดอาการมึนงง มือไม้สั่น รู้สึกวูบวาบ เพราะเหตุนี้จึงควรกินอาหารเช้าเป็นประจำ ถ้าหากไม่มีเวลาเตรียมอาหารเช้า อย่างน้อยก็ควรดื่มนมหรือน้ำเต้าหู้ (นมถั่วเหลือง) กับธัญพืชเสียหน่อย

นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยที่พบว่าเด็กที่กินอาหารเช้าเป็นประจำมีความจำและสมาธิที่ดี อีกทังมีความสุขในการเรียนหนังสือมากกว่าเด็กที่ไม่ได้กินอาหารเช้า ซึ่งมีสมาธิสั้นและไม่สนใจที่จะเรียนรู้

ทำสมาธิเพื่อผ่อนคลาย

การทำสมาธิของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนอาจต้องอยู่ในที่ที่สงบ เช่นห้องพระ ซึ่งปราศจากความวุ่นวาย บางคนอ่านหนังสือที่ตัวเองชอบ เพ่งสมาธิไปที่เนื้อหาที่อ่านอยู่ หรือบางคนทำกับข้าวออกกำลังกาย แต่ก็ทำสมาธิไปพร้อมกัน การฝึกสมาธิหรือการที่ร่างกายและจิตใจมีความเพลิดเพลินกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้ร่างกายลดระดับของความเครียดลงได้ กิจกรรมบางอย่างอาจดูเหมือนเป็นการสร้างสมาธิแต่ไม่ผ่อนคลาย ร่างกายก็จะเพิ่มความเครียด หัวใจทำงานหนัก กล้ามเนื้อหดตัว แรงดันเลือดเพิ่มขึ้น เช่น การเล่นเกมต่อสู้ ฟังเพลงเศร้าหรือหนักเกินไป ดูหนังประเภทฆาตกรรม สยองขวัญ

วิธีง่ายๆ ที่เรามักได้ยินเป็นประจำและใช้ได้ผลดีด้วยคือ เมื่อไรที่รู้สึกโกรธ เครียดไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ให้สูดหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ แล้วนับ 1-10 เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย รับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น ความรู้สึกก็จะดีขึ้นด้วย

สำหรับคนที่ฝึกสมาธิเป็นประจำจะสามารถรับมือกับความเครียดได้มากกว่าคนที่ไม่มีโอกาสได้ฝึกสมาธิ

ปล่อยวางกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

เรามักจะนำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาขบคิดให้ไม่สบายใจหรือเกิดความเครียดขึ้นมา เช่น ขับรถแล้วมีรถขับปาดหน้าแทนที่จะต้องโกรธ เครียด ก็ปล่อยวางบ้างนึกเสียว่าเขาอาจมีธุระเร่งด่วนมาก หรือเข้าแถวซื้ออาหารอยู่ดีๆ ก็มีคนมาแซงและแย่งเอาของเราไปก่อน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี้บางครั้งก็ทำให้ร่างกายเกิดความเครียดจนไม่สบาย ปวดหัว ความดันเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่าหากเราสามารถควบคุมอารมณ์ความเครียดแบบฉับพลันนี้ทำให้ระดับของโปรตีน c-reactive (c-reactive protein) ที่ผลิตจากตับเพิ่มขึ้น หลอดเลือดตีบลง แรงดันเลือดเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ความดันเลือดเพิ่มขึ้น หัวใจทำงานหนักมากขึ้น

ลองหัดปล่อยวางโดยอย่านำเรื่องทุกเรื่องมาทำให้เครียด หากเกิดเรื่องขึ้นลองคิดถึงเรื่องอื่นที่มีความสุข เช่น หากมีเวลาว่างจะไปเที่ยวที่ไหน จะใช้เวลาว่างกับครอบครัวทำกิจกรรมอะไร หรือร้องเพลงที่ขอบแทนในเวลาเครียด

การนอนหลับ

การได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอจะทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ช่วยลดการทำงานหนักของหัวใจ หากร่างกายได้รับการพักผ่อนน้อย ก็จะทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการหดและคลายตัวของหลอดเลือด รวมถึงการควบคุมความดันโลหิต จะทำงานหนักกว่าปกติถึง 2 เท่า ทำให้ยิ่งรู้สึกเหนื่อยและเพลียมากขึ้น

จากการศึกษาพบว่าร่างกายคนเราต้องการการพักผ่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป และหากมีเวลาว่างในช่วงสุดสัปดาห์ก็ควรนอนให้มากถึง 8-9 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายเต็มที่และลดระดับความเครียดลง และจากสถิติเปรียบเทียบจำนวนเวลานอนของคนที่นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจถึง 39 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนที่นอนมากกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 18 เปอร์เซ็นต์

ทานอาหารที่ดี

อาหารมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความรู้สึก อารมณ์ และหัวใจ ทั้งในทางตรงและทางอ้อม ในทางตรงก็คืออาหารประเภทที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันอิ่มตัวเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปเกาะตามผนังหลอดเลือดทำให้เลือดเจ้าสู่หัวใจยากขึ้น ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ ส่วนในทางอ้อมนั้น อาหารบางประเภท เช่น อาหารรสเค็มจัด จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและหัวใจทำงานหนักอาหารที่มีระดับน้ำตาลสูงก็จะทำให้อารมณ์แปรปรวนและอาจทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ และจะส่งผลให้หัวใจทำงานผิดปกติตามมา ดังนั้นอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจอย่างยิ่ง

อาหารบางประเภทจะมีผลต่อความเครียดและบำรุงหัวใจ เช่น ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอย่างส้ม มะนาว ฝรั่ง ผักใบเขียวเข้ม ไม่ว่าจะเป็นคะน้า ตำลึง ผักโขม ฯลฯ ซึ่งมีผลจากการวิจัยพบว่าวผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงนั้นช่วยลดการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 6 เปอร์เซ็นต์และถ้าสามารถกินผักผลไม้ได้ถึง 8 ส่วนต่อวัน โดย 1 ส่วนคือผลไม้ขนาดกลาง 1 ผล เช่น ส้มหรือแอปเปิล 1 ผล องุ่น 8 ผล ฝรั่ง หนึ่งส่วนสองผล สำหรับผักนั้น หากเป็นผักสดก็คือ 1 ถ้วยตวง ผักลวกหนึ่งส่วนสองถ้วยตวง คิดเป็นหนึ่งส่วน ถ้าบริโภคได้ แปดส่วนต่อวันขึ้นไปก็สามารถลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

เป็นอย่างไรบ้างค่ะ เมื่อได้อ่านข้อมูลเหล่านี้แล้ว ตัวเราปฏิบัติตัวเองอย่างไรกันบ้าง ส่วนตัวแล้วรู้สึกแย่มากๆ เลย เพราะอาหารเช้าก็ไม่ทาน ออกกำลังกายก็ไม่ได้ออก ที่สำคัญทานอาหารที่ค่อนข้างไปในทิศทางที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพเท่าไร

นาทีนี้คงต้องหันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้นแล้วละ ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้อยู่ดูลูกๆ เป็นหนุ่มเป็นสาวกันแน่นอนเลย มีวิธีการดูแลสุขภาพกันอย่างไร ก็เพิ่มเติมข้อมูลกันมาบ้างนะค่ะ

Rutsakorn

http://www.snaturbysrithai.com/?is=rutsakorn

สารพัดวิธีกำจัดขน
rutsakorn | มิถุนายน 7, 2009 | 7:31 pm

การมีผิวพรรณที่เนียนเรียบ ปราศจากริ้วรอยต่างๆ ย่อมเป็นสิ่งที่สาวๆ ทั้งหลายปรารถนา หากแต่ธรรมชาติก็ไม่ได้มอบสิ่งเหล่านั้นมาให้แก่ทุกคน โดยเฉพาะกับ ขน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความกังวล ไม่มั่นใจกับคุณผู้หญิงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นขนรักแร้ ขนหน้าแข้ง หนวด เครา แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายก็ช่วยให้คุณผู้หญิงเบาใจในการจะกำจัดขนเหล่านั้นให้หมดไป

หลากหลายวิธีกำจัดขน

การกำจัดขนนั้นมีหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป

การถอน สามารถทำได้ 2 วิธี คือ ถอนโดยวิธีธรรมชาติ นั่นคือการใช้แหนบเป็นอุปกรณ์สำคัญ สามารถทำได้เองโดยเฉพาะการถอนขนรักแร้และขนหน้าแข้ง การใช้แหนบถอนเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายๆ แต่ต้องทนกับความเจ็บปวดสักหน่อยและทำให้ผิวเป็นตุ่ม หากจะเลือกถอนขนด้วยวิธีนี้จริงๆ ละก็ ควรทาบริเวณที่ต้องการถอนด้วยแป้งก่อน จะช่วยลดความเจ็บจากการถอนได้ ถอนโดยใช้เครื่องถอน ซึ่งมีจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป การถอนขนโดยใช้เครื่องถอนขนนั้นมีประโยชน์ดังนี้

ทำให้ผิวเนียนเรียบยาวนานถึง 4 สัปดาห์ เนื่องจากการถอนขนจะถอนถึงรากถึงโคน ทำให้เส้นขนใช้เวลามากในการงอกใหม่

เส้นขนที่ถูกถอนถึงราก เมื่องอกขึ้นใหม่จะบางกว่าและเล็กกว่า การกำจัดขนด้วยเครื่องถอนขนจึงให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลกว่า

การถอนขนด้วยเครื่องถอนขนจะช่วยยกและถอนขนออกอย่างนิ่มนวล

เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง เพราะการใช้เครื่องถอนขน ผิวหนังของคุณจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนจากการถอนเพราะหัวหนีบของเครื่องถอน จะช่วยถอนขนโดยไม่สัมผัสกับผิวหนัง

การโกน เป็นวิธีที่ง่าย สะดวกรวดเร็ว แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย แต่ก่อนโกนควรทำให้เส้นขนเปียก หรือใช้ครีมหรือเจลสำหรับโกนขนทาก่อนโกน สามารถทำได้โดยใช้มีดโกนหนวดทั่วไป

การแวกซ์ คือการใช้แวกซ์หรือขี้ผึ้งนั่นเองเป็นตัวจับขนแทนแหนบ มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบร้อน แบบเย็น และแบบแผ่น โดยใช้สารเหล่านี้ตรึงขนแล้วดึงย้อนทิศทางของขน เหมาะสำหรับการกำจัดขนหน้าแข้ง เป็นวิธีทำให้เส้นขนขาดเกือบถึงรากขนและไม่ต้องทำบ่อย หลังการใช้แวกซ์ผิวของคุณจะนุ่มนวลขึ้น แต่มีอาการเจ็บบ้างเล็กน้อย

การใช้สารเคมี ได้แก่ ผงเจล โลชั่น หรือครีม ซึ่งสามารถสลายโปรตีนในเส้นขนได้ ทำให้เส้นขนบวมและหัก ใช้ได้เฉพาะบริเวณขาเท่านั้น เหพียงทาทิ้งไว้ 4-15 นาทีแล้วล้างออก ข้อเสียของวิธีนี้คือหากเส้นขนหนาสารเคมีก็ไม่อาจกำจัดได้หมดและสารเคมีเหล่านี้อาจตกค้างอยู่ในผิวหนังของเราด้วย

นอกจากการกำจัดขนที่กล่าวมาแล้วยังมีการกำจัดขนชนิดถาวรซึ่งมีด้วยกัน 2 วิธีได้แก่

การจี้ด้วยไฟฟ้า เป็นการกำจัดขนแบบถาวรซึ่งต้องรับบริการจากแพทย์ โดยแพทย์จะใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากสอดเข้าไปตามรูขุมขน จากนั้นจึงปล่อยคลื่นวิทยุซึ่งจะเปลี่ยนเป็นความร้อน แล้วกลายเป็นคลื่นไมโครเวฟเข้าไปทำลายรากขน วิธีกำจัดขนนี้จะใช้เวลาประมาร 1- 2 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้บริเวณที่กำจัดขนมีความสะอาด เนียนเรียบและสวยงาม แต่ก็อาจทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองหรือเกิดเป็นจุดด่างดำได้

การใช้เลเซอร์ เป็นการกำจัดขนชนิดถาวรเช่นกัน แพทย์จะฉายเลเซอร์ทำลายขนตามบริเวณที่ต้องการกำจัด ไม่ให้ขนเกิดขึ้นมาได้ใหม่ การกำจัดขนด้วยวิธีนี้ใช้เวลาพียง 30 นาที แต่ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

หลังจากรู้จักสารพัดวิธีการกำจัดขนแล้ว ก็ควรเลือกว่าวิธีใดเหมาะสมและปลอดภัยต่อสุขภาพผิวของเรามากที่สุดเพียงเท่านี้ คุณก็จะมีผิวเนียนเรียบสวยดังใจต้องการ

rutsakorn

http://www.snaturbysrithai.com/?is=rutsakorn

มีข้อมูลอื่นๆ ก็ส่งข่าวมาบอกกันบ้างนะค่ะ หรือวิธีการที่คุณหญิงท่านอื่นๆ ใช้อยู่

สาเหตุของความล้มเหลว 30 ประการ
rutsakorn | มิถุนายน 7, 2009 | 2:49 pm

อ้างอิง : Gourmet Cuisine lssue 105 April’09 www.gorumetthai.com

อ่านเจออยากบอกต่อ พวกเราทุกคนตอนนี้ควรตั้งสติอยู่ในความไม่ประมาท เพื่อประคองตัวให้รอดพ้นจากภาวะสภาพแวดล้อมในทางลบต่างๆ คนที่เคยรุ่งเรือง กิจการที่เคยเฟี่องฟู ก็ยังล้มครืนลงได้ เราจึงต้องเตรียมตัวให้แข็งแกร่งขึ้น สิ่งใดควรทำก็ริเริ่มทำ สิ่งใดไม่ควรทำก็รีบละเว้นแก้ไขเสีย จะปล่อยตัวตามสบายคงไม่ได้แล้ว

โดยเฉพาะสาเหตุของความล้มเหลวต่างๆ จากหนังสือของนโปเลียน ฮิลล์ ซึ่งได้สำรวจและจัดลำดับสาเหตุของความล้มเหลวที่พบมากที่สุดทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีดังนี้

1. มีพื้นฐานทางสังคมหรือครอบครัวที่เสียเปรียบ ไม่เอื้ออำนวย (ข้อนี้แก้โดยตรงไม่ได้ เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ ต้องอาศัยความดีด้านอื่นเป็นตัวช่วย)

2. ขาดเป้าหมายที่ต้องการบรรลุอย่างชัดเจน

3. ขาดความทะเยอทะยานที่จะทำให้ได้ดีกว่าระดับปานกลาง

4. มีการศึกษาไม่เพียงพอ

5. ขาดวินัยในตัวเอง ไม่มีไหวพริบปฎิภาณในการแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง

6. มีสุขภาพอ่อนแอ

7. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยในวัยเยาว์ หลอมให้เกิดบุคลิกภาพที่มีผลต่อร่างกายและจิตใจ

8. ชอบผัดวันประกันพรุ่ง

9. ขาดความวิริยะอุตสาหะและความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของตัวเอง

10. มีบุคลิกภาพในทางลบ

11. ขาดการควบคุมแรงกระตุ้นทางเพศที่เหมาะสม

12. ไม่สามารถควบคุมความปรารถนาที่จะได้บางสิ่งบางอย่างโดยไม่เสียอะไรเลย เช่น ชอบเล่นการพนัน

13. ขาดความสามารถในการตัดสินใจ

14. มีความกลัวเรื่องพื้นฐานการดำรงชีวิต เช่น ความเจ็บป่วย ความแก่ ความตาย

15. เลือกคู่แต่งงานที่ไม่เหมาะสม

16. ระมัดระวังจนเกินไปจนทำลายความคิดสร้างสรรค์ และ ความเชื่อมั่นในตนเอง

17. เลือกเพื่อนร่วมงานหรือคู่ค้าทางธุรกิจที่ไม่ดีพอ

18. มีความเชื่อทางไสยศาสตร์และอคติ

19. เลือกอาชีพผิดพลาด

20. ใช้พลังงานและแรงกายอย่างฟุ่มเฟือย ไม่มีสมาธิ

21. ขาดความประหยัด มัธยัสถ์

22. ขาดความกระตือรือร้น

23. ไม่มีความอดทน

24. ไม่ยับยั้งชั่งใจในการกิน การดื่ม และกามารมณ์

25. ไม่สามารถร่วมมือกับคนอื่นด้วยทัศนคติที่สมานฉันท์

26. มีอำนาจที่ไม่ได้เกิดจากความพยายามของตนเอง และใช้อำนาจไม่เหมะสม

27. ไม่ซื่อสัตย์

28. หยิ่งยโส

29. ชอบคาดเดามากกว่าคิด

30. ขาดเงินทุน

จะเห็นว่าสาเหตุความล้มเหลวส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เราสามารถหลีกเลี่ยงหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ โดยการจัดการตัวเอง ปรับปรุงตัวเองด้วยทัศนคติที่ดี และด้วยกำลังใจที่มุ่งมั่น แม้แต่ สาเหตุข้อ 1-7 ซึ่งเป็นเรื่องที่คนเราแก้ย้อนหลังไม่ได้ ก็มีคนพิสูจน์แล้วว่าสามารถเอาชนะได้ ดังตัวอย่างของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่สหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งมีแหล่งกำเนิดและชีวิตในวัยเยาว์ที่ไม่ได้เอื้อต่อความสำเร็จอันอยิ่งใหญ่ในวันนี้เลย เราจึงไม่ควรน้อยใจในโชคชะตา ความตั้งใจดีและเพียรพยายามจะสร้างจุดเด่นและนำความสำเร็จมาให้เสมอ

rutsakorn

http://www.snaturbysrithai.com/?is=rutsakorn

กินผลไม้ไทย ต้านมะเร็งได้
rutsakorn | มิถุนายน 7, 2009 | 2:09 pm

อ้างอิง จากหนังสือ Thai Commerce (success story magazine vol.4 / No.13 /january-march issn 1905-2375)

เห็นบทความ เรื่อง กินผลไม้ไทยต้านมะเร็งได้ โดย กองบรรณาธิการหนังสือ Thai Commerce นี้แล้วยากบอกต่อให้หลายๆ ท่านอ่านบ้างเป็นข้อมูลที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เอาเป็นว่าขออนุญาตยกบทความทั้งหมดมาส่งต่อละกัน

เดี๋ยวนี้คนไทยต่างหันมาให้ความสนใจกับเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น เพราะโรคภัยไข้เจ็บที่เข้าเบียดเบียนร่างกายนั้นมีมากมายเหลือเกิน อีกทั้งค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายๆ คนหันมาป้องกันก่อนที่จะถึงขึ้นเสียค่าหยูกยารักษา และกระแสของเรื่องโภชนาการบำบัดก็เป็นกระแสหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ตื่นตัวและใส่ใจกันพอสมควร

สำหรับแนวความคิดเรื่องการรับประทานผักผลไม้เพื่อให้มีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีนั้นก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่มีการปฎิบัติกันมานานแล้ว แต่ข่าวสารเกี่ยวกับการวิจัยจากกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข ที่บงชี้ว่าผลไม้ไทยชนิดใดบ้างที่มีสารต้านมะเร็งสูง ก็เป็นหนึ่งในข่าวดีที่ต้องหยิบมาบอกต่อ

เนื่องจากปัจจุบันคนไทยมักประสบกับปัญหาด้านสุขภาพอันเกิดจากพฤติกรรมการกินมากขึ้น และตัวการที่ทำให้เกิดโรคทั้งหลายนั้นมาจากสารที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ อันเป็นตัวการสำคัญในการก่อโรคมะเร็ง โรคหัวใจและโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ ทางกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขจึง ทำการศึกษาวิจัยหาสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอี โดยทำการศึกษาในผลไม้จำนวน 83 ชนิด และพบว่าผลไม้ 10 ชนิดใดบ้างที่มีสารต้านมะเร็ง หรือมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงโดยแยกตามสารแต่ละชนิด ได้ผลไม้ดังนี้

ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูง

1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก

2. มะเขือเทศราชินี

3. มะละกอสุก

4. กล้วยไข่

5. มะม่วงยายกล่ำ

6. มะปรางหวาน

7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง

8. มะยงชิด

9. มะม่วงเขียวเสวยสุก

10. สับปะรดภูเก็ต

ผลไม้ 10 อันอับแรกที่มีวิตามินซีสูง

1. ฝรั่งกลมสาลี่

2. ฝรั่งไร้เมล็ด

3. มะขามป้อม

4. มะขามเทศ

5. เงาะโรงเรียน

6. ลูกพลับ

7. สตรอว์เบอร์รี่

8. มะละกอแขกดำสุก

9. พุทธาแอปเปิ้ล

10. ส้มโอขาว

ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีวิตามินอีสูง

1. ขนุนหนัง

2. มะขามเทศ

3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ

4. มะเขือเทศราชินี

5. มะม่วงเขียวเสวยสุก

6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก

7. มะม่วงยายกล่ำสุก

8. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู

9. สตรอว์เบอร์รี่

10. กล้วยไข่

จากการวิจัยพบว่าผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนสูงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม โดยผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัวค่อนข้างสูงคือมะเขือเทศราชินี ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัวน้อยคือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล และผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย ได้แก่ แก้วมังกร มะขามเทศ มังคุด ลิ้นจี่ และสาลี่

ทั้งนี้สารอาหารทั้งสามตัวคือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอี สามารถกำจัดอนุมูลอิสระของกรดไขมันอิ่มตัวเพื่อยับยั้งปฎิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระ

ส่วนวิตามินซีซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำได้จะทำหน้าที่จับอนุมูลอิสระในเซลล์ที่เป็นของเหลว ช่วยป้องกันเซลล์มิให้ถูกอนุมูลอิสระทำลาย และยังช่วยในการเปลี่ยนวิตามินอีที่ถูกใช้ในขบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระให้กลับเป็นวิตามินอีตามเดิม สำหรับเบต้าแคโรทีนก็ทำหน้าที่คล้ายกับวิตามินอี แต่ที่พิเศษคือมันยังสามารถลดการก่อตัวของอนุมูลอิสระบางตัวได้

นอกจากนี้เบต้าแคโรทีนซึ่งอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ยังเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ทำหน้าที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ป้องกันเนื้องอก รวมทั้งมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพด้านอื่นๆ อีก เช่น ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับการเสื่อมของตาเนื่องจากสูงอายุ และต้อกระจก ลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งบางชนิด ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และหลอดเลือด

ทราบอย่างนี้แล้วเราจึงควรรับประทานผลไม้ให้ได้ปริมาณมากพอ แก่ความต้องการของร่างกาย โดยควรรับประทานอาหารและผลไม้ให้หลากหลายชนิดและให้ได้สัดส่วนตามธงโภชนาการคือ วันหนึ่งๆ เราควรรับประทานผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 4 ส่วนของปริณอาหารที่รับประทาน

ที่มา : กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เว็บไซต์

http://nutrition.anamai.moph.go.th

เห็นข้อมูลนี้แล้ว หันมามองตัวเอง ไม่อยากจะบอกไม่ได้หนึ่งส่วนของข้อมูลเลย เพราะบ้างวันแทบจะไม่ได้ผลไม้เลย ไม่ต้องแยกว่าเป็นอะไรนะ รู้แบบนี้แล้วคงต้องหันมาดูแลสุขภาพของตัวเองให้มากขึ้น คงต้องเริ่มปฎิบัติตนด้วยการกินผลไม้ให้ได้ตามสัดส่วนดังกล่าวเสียที มารักตัวเองด้วยการดูแลสุขภาพกันเถอะ

rutsakorn

http://www.snaturbysrithai.com/?is=rutsakorn