Archive for the 'สุขภาพและการลดน้ำหนัก' Category

เม.ย. 26 2009

ลดน้ำหนักด้วยตนเองอย่างไรจึงปลอดภัย

ลดน้ำหนักด้วยตนเองอย่างไรจึงปลอดภัย

ก่อนอื่นคงต้องสำรวจตนเองก่อนว่าเรารับประทานอาหารอย่างไร โดยพื้นฐานคนปกติจะรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่น้ำหนักเกินมักจะรับประทานอาหารได้เรื่อยๆ ตลอดเวลา หากการรับประทานยังเป็นอยู่อย่างนั้น สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติ คือ ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน โดยจำกัดอาหารให้รับประทานเป็นมื้อๆ อย่ากินจุบจิบ น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำเปล่า ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม หากลดน้ำอัดลมได้ ในระยะเวลา 2 สัปดาห์น้ำหนักจะหายไป 1-2 กก. ซึ่งจะเห็นผลชัดเจน นอกจากนี้ ยังต้องดูรายละเอียดของอาหารที่เรารับประทานว่าเป็นอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานสูงหรือไม่ เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารทอดๆ ทั้งหลาย ของมันๆ เราควรลดปริมาณตรงส่วนนี้  ซึ่งหากเราเคยรับประทานอาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าว 3 ทัพพี ให้ลดลง 2 ทัพพี 1 1/2 ทัพพี และฝึกเคี้ยวให้ช้าลง จะทำให้เรารับประทานอาหารได้น้อยลง สิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติต่อไปก็คือ การออกกำลังกาย และเราควรสังเกตตนเองว่าเป็นคนที่ทำอะไรช้าๆ หรือไม่ เวลาขึ้นบันไดชั้นเดียวใช้ลิฟต์ใช้บันไดเลื่อน เราควรเพิ่มกิจกรรมเหล่านี้ให้เป็นกิจวัตรประจำวันให้เพิ่มมากขึ้น  เมื่อเราใส่ใจทำในลักษณะอย่างนี้ น้ำหนักของเราค่อนข้างคงที่แล้ว ควรใส่ใจชั่งน้ำหนักประเมินดูตนเองเสมอๆ ว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยปกติน้ำหนักควรจะคงที่จึงจะถือว่าดี เหล่านี้สามารถช่วยให้ลดน้ำหนักได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัยการอดอาหารเป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่

        ทางการแพทย์ไม่แนะนำให้อดอาหาร ควรรับประทานอาหารให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ หากอดอาหารเพียงอย่างเดียว เช่น อดอาหารมื้อเย็น น้ำหนักจะลดลงจริง แต่ว่าจะเกิดผลเสียกับร่างกาย อาจจะมีอาการปวดแสบท้อง เพราะน้ำย่อยจะออกมาเมื่อถึงเวลา และการปฏิบัติตนเช่นนี้จะเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ แพทย์จะแนะนำให้ค่อยเป็นค่อยไป โดยทั่วๆ ไปแล้วจะให้ลดลงสัปดาห์ละ 1/2 กก. ก็เพียงพอแล้ว แต่ขอให้มีความตั้งใจจริง แล้วค่อยๆ ปรับในเรื่องของโภชนาการไปเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไป ใจเย็นๆ อย่าใจร้อน ก็จะประสพผลสำเร็จ หากใจร้อนได้ผลเพียงเดือนแรก แต่ระยะยาวน้ำหนักก็จะกลับคืนมาอีกการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยและถูกวิธีทำอย่างไร

        ลดน้ำหนักลงประมาณสัปดาห์ละ 1/2 กก. หรือลดลงจากเดิม 5-10%  ภายใน 6 เดือน น้ำหนักลดในระดับนี้ค่อนข้างปลอดภัย หากทำไปเรื่อยๆ ก็จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราอย่างถาวร และที่สำคัญการลดที่ถูกวิธีนั้น คือ ต้องสำรวจตนเองก่อนว่า น้ำหนักที่เกินเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บหรือไม่ หากใช่ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษา หากไม่ใช่น้ำหนักที่เพิ่มเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคหรือไม่ ข้อนี้เราควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและต้องมีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยน ทั้งนี้ ต้องประเมินตนเองว่า เรารับประทานอาหารแบบไหน รับประทานตลอดเวลา รับประทานตอนกลางคืนมาก มื้อเช้าไม่ค่อยได้รับประทาน หรือรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงแล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนในเรื่องของอาหารเป็นมื้อๆ นอกจากนี้ ต้องจัดกิจกรรมของตนเอง หลีกเลี่ยงคำว่า ไม่มีเวลา ต้องสละเวลา แม้ 5-10 นาทีก็ช่วยได้ ขณะนั่งดูทีวีขยับแขนขาไปด้วยก็ได้ เดินออกกำลังกายสัก 10 นาที เป็นการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบไม่หักโหม แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น วิธีนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ค่อนข้างมาก

        คนที่น้ำหนักเกินโดยเฉพาะวัยรุ่นอย่าเพิ่งเสียใจหรือท้อแท้ หรือมองตนเองด้อยค่าลง เพราะว่าจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ สิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ เราต้องสำรวจอุปนิสัยการรับประทานว่าเป็นอย่างไร แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยน หากเรามีค่าน้ำหนักคงที่ น้ำหนักก็จะไม่เพิ่มขึ้น โอกาสที่จะมีปัจจัยเสี่ยงก็น้อย อีกด้านหนึ่ง ถ้าเราไม่สามารถที่จะทำให้น้ำหนักของเราลดลง แต่ทำให้ตัวเองมีความแคล่วคล่อง ว่องไว มีกิจวัตรประจำวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ถึงแม้รูปร่างน้ำหนักจะมากไปนิด แต่เราก็สามารถเป็นคนที่มีสุขภาพดีได้

ที่มา  http://www.waiza.com/forum/index.php?topic=8977.0

3 responses so far

เม.ย. 26 2009

คำทำนายสุขภาพตามราศี

คำทำนายสุขภาพตามราศี

สำหรับผู้ชอบคำทำนายสุขภาพตามราศีต่างๆ ลองมาตรวจสุขภาพ ตามราศีเกิดกันดู …..

ราศีเมษ (21 มีนาคม - 19 เมษายน)

อาการปวดศีรษะและโรคไมเกรน เป็นโรคที่ชาวเมษควรระวัง เพราะตามการเดินทางของดวงดาวจะมีอิทธิพลปกคลุมร่างกายส่วนศีรษะทั้งหมด ยิ่งประกอบกับความที่เป็นคนคิดมาก เครียดจัด ไม่ยอมทานอาหารตรงตามเวลา อาการปวดหัวจึงมักจะมาเยี่ยมเยียนอยู่เป็นประจำ โรคหวัดและไซนัสอักเสบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพของชาวเมษ จึงควรดื่มน้ำหัวบีต แครอท และชาสมุนไพรคาโมมายล์เป็นประจำ

ราศีพฤษภ (20 เมษายน - 20 พฤษภาคม)

ด้วยความที่เป็นคนทานเก่ง ชอบกินจุบจิบตลอดเวลาทำให้ปัญหาใหญ่เป็นเรื่องรูปร่าง ซึ่งพอคิดจะลดก็มักตบะแตก ไม่เคยสำเร็จสักที เพราะฉะนั้นจึงควรนำความมุ่งมั่น ความดันทุรังที่เป็นนิสัยพื้นฐานประจำตัวมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับการ - (แบน) ข้อความผิดระเบียบ - ซึ่งถ้าทำได้เชื่อว่า คาวหน้าส่องกระจกคุณอาจจะตะลึงคิดว่านางฟ้าแปลงกายมาอยู่ตรงหน้า ปัญหาเรื่องคอ เป็นอีกปัญหาสำคัญของชาวพฤษภ ยิ่งเมื่ออยู่ในที่เย็นหรือเกิดอาการเครียดจัดจะปวดเมื่อยตามคอได้ง่าย ซึ่งวิธีแก้คือใช้มือนวดเบาๆใต้ติ่งหู ต่อมไทรอยด์ทำงานไม่ปกติ ก็เป็นอีกโรคที่มักมาก่อกวนชาวราศีนี้ทำให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงานไม่ปกติ ควรทานปลาหรืออาหารที่มีไอโอดีนเยอะๆ

ราศีเมถุน (21พฤษภาคม - 22 มิถุนายน)

ชาวราศีเมถุนมีจุดอ่อนอยู่ที่หลังและไหล่ ทำให้มักเกิดอาการตึงเส้นเอ็นบริเวณข้อมือบ่อยๆ ยิ่งถ้าต้องนั่งทำงานหรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เพราะฉะนั้นจึงควรหาอุปกรณ์เสริม เช่น หาเบาะนิ่มๆมารองข้อมือเวลาใช้คอมพิวเตอร์ หรือเก้าอี้ที่นั่งสบายมีพนักตรงปรับระดับอย่างพอเหมาะกับโต๊ะทำงาน นอนไม่หลับ ถือเป็นโรคที่รุนแรงสำหรับชาวราศีนี้ เพราะไม่ใช่แค่หลับ ๆตื่นๆ แต่จะถึงขั้นตาค้าง สมองทำงานตลอดเวลา จนร่างกายทรุดโทรมอ่อนเพลีย วิธีแก้คือลด ละ เลิก เครื่องดื่มกระตุ้นร่างกายทั้งหลาย โรคหลอดลมอักเสบ หวัดลงปอด หืด ปอดอักเสบ ถุงลมโป่งพองและโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอากาศบริสุทธิ์และการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยสร้างเกราะป้องกันได้

ราศีกรกฎ (23มิถุนายน - 22 กรกฎาคม)

อาการต่างๆ ก่อนมีประจำเดือน ไม่ว่าจะเป็นปวดท้อง อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย เป็นโรคที่มักเกิดกับชาวกรกฎ ด้วยสาเหตุที่ดาวเคราะห์ประจำราศีเป็นดวงจันทร์ และร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงส่งผลให้หน้าอก เต้านมและต่อมน้ำนมมักเกิดอาการผิดปกติ จึงควรทานวิตามินและอาหารเสริมเป็นประจำ อีกทั้งโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบและโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร จึงควรใส่ใจในพฤติกรรมการทานให้มาก

ราศีสิงห์ (23กรกฎาคม-22สิงหาคม)

ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อหลังและส่วนต่างๆ ของร่างกาย เนื่องจากนิสัยดื้อรั้น ชอบทำทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่ยอมยืดหยุ่น ทำให้ร่างกายเมื่อยล้าและเคล็ดขัดยอกอยู่บ่อยๆ ชาวราศีสิงห์มักมีน้ำหนักตัวมากเกินพอดี เพราะพอเครียดก็มักระบายออกกับมันฝรั่ง ไอศกรีม หรือขนมหวานทั้งหลาย ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ ซึ่งหากยังเลิกการทานเพื่อระบายความเครียดไม่ได้ควรเปลี่ยนมาทานผัก ผลไม้ หรือมันฝรั่งทอดปราศจากเกลือและไขมันต่ำแทน

ราศีกันย์ (23สิงหาคม-20กันยายน)

ด้วยความที่เป็นคนร่าเริง ชอบทำกิจกรรม ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ทำให้โรคต่างไม่ค่อยมารุมเร้ากวนใจคุณมากนัก แต่สำหรับโรคนอนไม่หลับถือเป็นกรณียกเว้น คุณมักจะตื่นกลางดึกแล้วนอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ ลองอาบน้ำอุ่นจัดก่อนนอน หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนักหลังสี่โมงเย็น หรือดื่มนมและน้ำผึ้งอุ่นๆ ก่อนนอน

ราศีตุลย์ (21กันยายน-22ตุลาคม)

จากนิสัยที่คุณเป็นคนชอบทานของหวานและอาหารมันๆ เป็นประจำ แต่ไม่ยอมออกกำลังกาย ส่งผลให้ไตทำงานหนักมากกว่าปกติ จึงควรดูแลไตเป็นพิเศษ โดยดื่มน้ำวันละ6-8แก้ว หลีกเลี่ยงอาหารพวกเนื้อ ปลา เป็ด ไก่ แล้วแทนที่ด้วยผักผลไม้สีเขียวและสีเหลือง รับรองถ้าทำตามไตคุณจะยิ้มระรื่นเลยทีเดียว เนื่องจากผิวหนัง และไตของชาวราศีนี้อยู่ใต้อิทธิพลของดาวศุกร์ จึงมักส่งผลให้ไขมันและส่วนเกินที่ถูกขับออกมาจากไตถูกปลดปล่อยทางร่างกายผิวหนังเป็นเหงื่อและสิว การดูแลใบหน้าให้สะอาดจึงเป็นสิ่งที่ชาวตุลควรใส่ใจให้มากเป็นพิเศษ

ราศีพิจิก (23ตุลาคม-22พฤศจิกายน)

ชาวราศีพิจิกมีนิสัยชอบกลั้นการขับถ่ายๆ ไว้นานๆ แถมยังชอบอาหารที่มีไขมันสูงแบบที่เห็นเป็นไม่ได้ต้องวิ่งเข้าหาทันที ทำให้โรคท้องผูกมักมาเยือนบ่อยๆ จนบางครั้งอาจเรื้อรั้งไปถึงริดสีดวงทวาร ทางที่ดีควรปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน และทำระบบขับถ่ายให้เป็นกิจวัตร

ราศีธนู (23พฤศจิกายน-20ธันวาคม)

ด้วยความที่เป็นคนทุ่มเทเต็มที่กับเรื่องกิน เรื่องดื่มเป็นพิเศษ ทำให้ชาวราศีนี้มีโอกาสเป็นโรคตับอักเสบ โรคตับแข็งและโรคพิษสุราเรื้อรังมากกว่าชาวราศีอื่น เพราะฉะนั้นเลิกดื่มซะเถอะ ราศีธนูหมายถึงร่างกายส่วนตับและถุงน้ำดี ทำให้ชาวราศีธนูมีโอกาสเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีสูง ซึ่งโรคนี้มักทำให้คุณเกิดอาการปวดท้องประมาณ 15 นาทีถึง 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารเสร็จ ถ้าอยากให้อาการดีขึ้นลองทานอาหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต หรือวิตามินเสริมที่ช่วยให้เกิดการดูดย่อยไขมันได้ดี

ราศีมังกร (21ธันวาคม - 19 มกราคม)

ลักษณะและบุคลิกที่ดูก้าวร้าวของคนราศีนี้ มักส่งผลมาจากลักษณะทางกายภาพของส่วนกระดูกและข้อต่อที่ไม่ค่อยมีความยืดหยุ่น ทำให้เมื่อยิ่งแก่ตัว หรือเริ่มเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของชีวิต จะเป็นโรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก ทางที่ดีควรบริโภคแคลเซียม วิตามินดีและออกกำลังกายเป็นประจำ แต่จะให้เจ๋งกว่าควรรีบทำก่อนอายุ 35 ไม่งั้นจะสายเกินแก้ โรคข้ออักเสบ เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความอ่อนเพลีย ทรมานและเจ็บปวดมากที่สุดโรคหนึ่งสำหรับชาวราศีมังกร เพราะไม่สามารถรักษาได้โดยตรง ทำได้เพียงให้ยาลดอักเสบและบวมตามข้อเท่านั้น ดังนั้นการเลือกอาหารบริโภค ฝึกโยคะ ทำสมาธิ สร้างจินตนาการจะเป็นตัวช่วยในการบรรเทาปวดอีกวิธีที่ยอดเยี่ยมทีเดียว

ราศีกุมภ์ (20มกราคม - 18 กุมภาพันธ์)

โรคข้อเท้าบวม ข้อเท้าเคล็ด หลอดเลือด (ดำ) ขอด จากทิศทางของดวงดาวทำให้ชาวราศีกุมภ์มักมีอาการบวมที่ข้อเท้า หรือบริเวณต่ำกว่าหัวเข่าลงมา ดังนั้นจึงควรนวดขาทุกวัน ตั้งแต่นิ้วเท้าจนถึงต้นขาด้วยน้ำมันวิตามินอี หรือน้ำมันหอมระเหยมะนาวผสมกับลาเวนเดอร์ เพื่อบริหารให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

ราศีมีน (19 กุมภาพันธ์ - 20 มีนาคม)

ชาวราศีมีนมักมีระบบต่อมน้ำเหลืองทำหน้าที่หลักในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับระบบต่อมน้ำเหลือง ได้มาก แต่ทางแก้ไม่ยาก แค่ดื่มน้ำ สมุนไพร ชาและเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย จากการที่โหมงานหนัก ชอบคิดมากในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทำให้ชาวราศีมีนจะรู้สึกเหนื่อยอ่อนและเวียนศีรษะอยู่บ่อยๆซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาวะเลือดจางและขาดธาตุเหล็ก แต่เพียงแค่รับประทานอาหารทดแทนธาตุเหล็ก เสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงก็จะบำบัดได้มาก

ที่มา http://www.siamhrm.com/?name=webboard&file=read&max=1230

One response so far

แท็ก

ค้นหา