10 คำถาม ก่อนทำ ศัลยกรรม

Posted by: manop  /  Category: 4.สาระคุณผู้หญิง

สำหรับสาวท่านใดที่ปรารถนาจะไปรับการผ่าตัดตกแต่งใบหน้า หรือสัดส่วนอื่นของร่างกาย ลองตอบ 10 คำถามต่อไปนี้กันสักหน่อย เพื่อเป็นการครุ่นคิด ไตร่ตรอง พินิจพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่คุณจะเจ็บปวด สิ้นเปลือง และเกิดผลแทรกซ้อนตามมา หรืออาจจะสวยใสไฉไลกว่าเก่า ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง 
    1. หลังผ่าตัดตกแต่งจนคุณสวยเด้งแล้ว คุณเชื่อว่าจะนำมาซึ่งโอกาสดี ๆ ในชีวิต ใช่หรือไม่? แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของคุณอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็มิได้เป็นหลักประกันว่าคุณจะได้งานดี ๆ ลอยมาหา หรือคนรักที่จากไปจะกลับมา เพียงเพราะหน้าตาคุณดูดีกว่าเก่า จมูกคุณโด่งกว่าเดิมหรอก
    2. เงินที่คุณต้องจ่ายนั้น พอหรือไม่? การทำศัลยกรรมเป็นที่ทราบกันดีว่ามีราคาแพงลิบ ดังนั้น ก่อนคิดที่จะทำอะไร ควรที่จะศึกษาราคาให้ดีก่อน ถ้าหากเข้ารับการผ่าตัดแล้วต้องสิ้นเปลืองเงินทอง จนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หรือสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและผู้อื่น ก็อย่าทำดีกว่า เพราะมันไม่คุ้มกับการต้องแบกความทุกข์เอาไว้หรอก
    3. เคยคิดไหม หลังผ่าตัดตกแต่ง คุณต้องให้เวลาพักฟื้น? หลายคนมักคิดว่า ลอยหน้าลอยตาเข้าไปทำศัลยกรรมสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็ออกมาสวยได้ดั่งใจ เดินเฉิดฉายไปไหนต่อไหนได้ทุกที่ ซึ่งอันที่จริงแล้ว คนที่คิดเช่นนี้มันเป็นเพียงแค่ฝันหวาน เพราะหลังจากการทำศัลยกรรมนั้น โดยทั่วไปแล้วต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อยที่สุดคือ 2-3 สัปดาห์ หรือบางรายอาจจะเป็นเดือน เพื่อให้อาการอักเสบ บวมแดง หรือรอยช้ำจ้ำเลือดจากการผ่าตัดจางลง
    4. สุขภาพคุณแข็งแรงพอที่จะรับการผ่าตัดไหม? ก่อนจะเข้ารับการผ่าตัดตกแต่ง คุณควรสอบถามแพทย์ประจำตัวคุณให้ดีเสียก่อนว่า สุขภาพร่างกายของคุณพร้อมไหมสำหรับการผ่าตัดที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะถ้าไม่รัดกุมในเรื่องนี้แล้วดันพลาดขึ้นมา คุณวูบดับคาเตียงผ่าตัด โอกาสแก้ไขก็คงไม่มีอีกแล้ว
    5. คุณเป็นสิงห์หอมควันหรือไม่? การสูบบุหรี่ทำให้เส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงผิวหนังหดตัว มีผลทำให้ผิวหนังมีสุขภาพไม่แข็งแรง หากต้องการรับการผ่าตัดบางอย่าง อาจเกิดปัญหาขึ้นได้
    6. การผ่าตัดตกแต่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คุณได้การยอมรับจากแพทย์ท่านอื่นไหม? คุณอาจได้ฟังโฆษณาชวนเชื่อถึงวิธีการผ่าตัดตกแต่งแบบแปลก ๆ ใหม่ ๆ มามากมายหลายอย่าง ถ้าคุณต้องทำการแปลงโฉมตัวเองด้วยหนึ่งในวิธีเหล่านั้น คุณควรลองฟังความเห็นของแพทย์ท่านอื่น ๆ ที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้ดูบ้าง ถ้าไม่อยากเป็นหนูลองยา
    7. ควรวาดภาพไหมว่า หลังการผ่าตัดตกแต่งแล้วคุณจะออกมาเป็นอย่างไร? สถานศัลยกรรมความงามหลายแห่งมีเครื่องมือและเทคโนโลยีอันทันสมัย ที่สามารถวาดภาพของคุณหลังการผ่าตัดตกแต่งออกมาให้ดูก่อนได้ แต่ถ้าคุณคาดหวังที่จะสวยเทียบเคียงนางงามจักรวาลแล้วล่ะก็ อาจจะมีผิดหวังกันได้
       ดังนั้น หวังได้ แต่อย่าให้เกินจริง และที่สำคัญผลงานที่ออกมาจะดีหรือไม่ดีอย่างไร คุณควรเช็กดูจากผลงานเก่า ๆ ของแพทย์ประจำตัวคุณด้วย เพื่อเป็นอีกทางที่จะการันตีว่า การยอมเจ็บตัวครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า
    8. คุณแน่ใจในอวัยวะที่คุณจะเปลี่ยนแปลงแล้วใช่หรือไม่? บางคนไปรับการศัลยกรรมจมูกมา เพราะรู้สึกว่าจมูกตัวเองไม่สวย แต่พอผ่าเสร็จแล้วมาเห็นคนอื่นไปผ่าตัดตา หน้า คาง คิ้ว และหน้าอก ก็ชักจะเกิดความลังเลใจว่า ควรจะทำอย่างอื่นเพิ่มดีไหม
       ตรงนี้ขอให้คุณเข้าใจว่า ถ้าจมูกคุณไม่สวย คุณก็แก้ไขจมูกให้ถูกใจ แต่ถ้าจมูกคุณเปลี่ยนไป ส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าหรือร่างกายก็อาจจะกลายเป็นจุดด้อยของคุณแทนจมูก วิธีที่ดีที่สุด คือ การปรึกษาแพทย์ และแก้ไขในจุดอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ได้ผลที่สมบูรณ์แบบ และทำให้คุณพึงพอใจ
    9. คุณพร้อมจะฟังคำแนะนำของแพทย์ท่านอื่นไหม? อยากให้คิดสักนิดสำหรับคนที่กำลังคิดจะเข้ารับการผ่าตัดตกแต่ง คุณไม่จำเป็นต้องเร่งด่วนตัดสินใจ ควรนั่งคิด นั่งนึกถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นก่อน
       และยิ่งคุณสามารถที่จะปรึกษาแพทย์ได้หลาย ๆ คนก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะคุณจะได้เอาหลากหลายความคิดเห็นของผู้ที่เชี่ยวชาญ มาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ แถมยังสามารถเปรียบเทียบทักษะความรู้ความชำนาญของแพทย์หลาย ๆ ท่านได้ด้วยว่า ท่านไหนเหมาะจะทำการผ่าตัดให้คุณมากที่สุด
    10. คุณมั่นใจในความสามารถของแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดตกแต่งคุณแค่ไหน? รู้กันดีว่า แพทย์ที่ไม่ได้รับการฝึกหัดทางด้านศัลยกรรมศาสตร์โดยตรงหลายท่านหันมาจับงานด้านนี้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะใจรัก หรือปัญหาทางเศรษฐกิจก็ตามที แต่คนไข้อย่างคุณก็ควรจะศึกษาในเรื่องนี้ให้ละเอียดก่อน อาจจะหาข้อมูลเก่า ๆ ของแพทย์ประจำตัวคุณหรือผลงานที่ผ่านมามาประกอบการตัดสินใจ เพราะของแบบนี้มันไม่เข้าใครออกใคร
       ถ้ามือไม่ถึง จะด้วยได้รับการฝึกฝนมาไม่เพียงพอ หรือปัญหาต่าง ๆ นานาประการก็ตาม ท้ายที่สุดคนซวยก็คือคุณ ดังนั้น หาแพทย์ที่ไว้วางใจเพื่อความสบายใจของคุณ
ที่มาจาก First  & Mthai

ไม่อยากแก่ เรามีเคล็ดลับมาบอก

Posted by: manop  /  Category: 2.สุขภาพทั่วไป

ไม่อยากแก่ เรามีเคล็ดลับมาบอก
     อาจกล่าวได้ว่า เมื่อเวลาเราเห็นใครๆ ที่ดูอ่อนกว่าวัย ย่อมเกิดคำถามตามมาว่า ทำอย่างไรจึงดูดีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง ที่ดูยังไงก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า เขาเป็นพี่น้อง พ่อลูก หรือแม่ลูกกัน  ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้แนะวิธีคงความหนุ่มสาว ซึ่งมีทั้งหมด 14 ข้อ ดังนี้
 1. แคลอรี่เยอะ เสื่อมเร็ว
    
     การรับประทานอาหารที่ให้แคลอรี่สูงจะทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญสารอาหารมาก ก่อให้เกิดสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากขึ้น อาหารที่เรารับประทานไม่ว่าจะเป็น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต สุดท้ายก็จะถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาล ถ้าร่างกายรับแคลอรี่หนักทุกมื้อ ย่อมส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ๆ ต่ำ ๆ ร่างกายต้องหลั่งสารอินซูลินตลอดเวลาเพื่อนำน้ำตาลไปเก็บไว้ในเซลล์
     คนที่มีไลฟ์สไตล์แบบนี้ย่อมเสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวานซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้แก่เร็ว สมัยก่อนการกินอาหารเน้นแป้งและน้ำตาล รองลงมาคือ โปรตีน ผักผลไม้และไขมัน แต่ถ้าต้องการรับประทานอาหารให้ดีไม่ให้แก่เร็ว ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะสิ่งที่ควรกินมากที่สุดคือ น้ำบริสุทธิ์ 1-2 ลิตรต่อวัน เน้นผักผลไม้ อาหารกลุ่มโปรตีนมีประโยชน์ ไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า 3,6 และ 9 ส่วนสิ่งที่ควรกินให้น้อยที่สุดคือไขมันอิ่มตัวที่มีอยู่ในแป้งและน้ำตาล
 2. กินหลากแหล่ง
    
     เลือกผักออร์แกนิกหรือจากหลากแหล่งผลิต เพราะเราไม่รู้ว่าแหล่งปลูกมีสารปนเปื้อนหรือไม่ วิธีนี้ช่วยลดการสะสมสารบางอย่างในร่างกาย เพราะมีงานวิจัยบ่งชี้ว่า การลดการกินอาหารที่มีสารพิษไม่ให้ผลดีเท่ากับกินอาหารจากหลากแหล่งผลิต
 3. ร้อนไปไม่ดี กรอบไปไม่เวิร์ค
    
     หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ผ่านกระบวนการร้อนจัดหรือทอดจนกรุบกรอบ นอกจากจะสูญเสียคุณค่าสารอาหารแล้ว ยังเพิ่มสารก่อมะเร็งมากขึ้นด้วย สู้เปลี่ยนมากินอาหารออร์แกนิกหรือผ่านกรรมวิธีนึ่งหรือต้มจะดีกว่า
 4. ลดคาเฟอีน
    
     ปกติร่างกายหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญนำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้เพียงพอ สร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ถ้าดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารอะดีนาลีนอยู่เป็นประจำ อะดรีนาลินทำงานคล้ายฮอร์โมนไทรอยด์ ทำให้ร่างกายลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ไปโดยปริยาย ส่งผลให้ต่อมไทรอยด์เสื่อมเร็วกว่าปกติ
    
     ถ้าเกิดภาวะไทรอยด์ต่ำ ทำให้การเผาผลาญต่ำลง แม้เราจะรับประทานอาหารเท่าเดิม แต่อ้วนง่าย บางคนมีอาการมือเท้าเย็น เวียนศีรษะ ความจำเสื่อม ผิวและผมแห้ง ไขมันในเลือดสูงเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เป็นลูกโซ่ไปเรื่อย ๆ
 5. ดื่มนมมากไปกระดูกพรุน
     ในวัยผู้ใหญ่ไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนเอเชียมีอุบัติการณ์ Cow’s Milk Intolerance มากกว่าคนอเมริกาและยุโรป นอกจากนี้ผลการวิจัยล่าสุดในอเมริกาพบว่า คนที่ดื่มนมมาก ๆ มีความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนมากกว่า เหตุผลคือ กรดแอมิโนบางอย่างในนมทำให้เลือดเป็นกรด ส่งผลให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมและแมกนีเซียมจากกระดูกไปในปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนในวัยผู้ใหญ่ ทางที่ดีเลือกทานแคลเซียมจากแหล่งอื่น ๆ เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ธัญพืช หรือเต้าหู้จะดีกว่า
 6. ดื่มน้ำจากขวดแก้ว
     การดื่มน้ำบริสุทธิ์จากขวดแก้วดีกว่าดื่มน้ำจากขวดพลาสติก เพราะสารพิษในพลาสติกละลายปะปนในน้ำตลอดเวลา ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษ ก่อให้เกิดความเสื่อมอย่างไม่ต้องสงสัย
 7. หน้าแก่เพราะฟิตเกิน
     คุณเคยเห็นคนออกกกำลังกายหนักจนหน้าแก่ หรือบางคนฟิตจัด แต่จู่ ๆ เกิดหัวใจวายกะทันหันกลางสนามกีฬาหรือไม่ นั่นเป็นเพราะร่างกายเผาผลาญอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระมากขึ้นกว่าเดิม เป็นเหตุของความเสื่อมของร่างกาย ดังนั้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เหมาะสมจึงควรอยู่ที่ 30-45 นาทีต่อวัน จากนั้นยกเวทนิดหน่อย ทำ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ส่งผลดีต่อร่างกายมากกว่าผลเสีย
 8. ดื่มเหล้ามาก จากชายกลายเป็นหญิง
     การดื่มเหล้าทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย แถมเหล้าที่ดื่มเข้าไปกลายเป็นน้ำตาลสะสมในรูปไขมัน ถ้าเทียบการได้รับแคลอรี่จากโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ แต่เหล้าปริมาณเท่ากันให้พลังงานถึง 7 กิโลแคลอรี่ แถมยังทำให้ผู้ชายที่ดื่มจัดรูปร่างเหมือนถังเบียร์ หัวล้าน มีเต้านมเหมือนผู้หญิง นั่นเป็นเพราะเหล้ามีผลต่อตับ ทำให้มีการเปลี่ยนฮอร์โมนจากชายกลายเป็นหญิงมากขึ้น ซึ่งโดยธรรมชาติของฮอร์โมนเพศหญิงใช้ในการเก็บไขมัน คนที่ดื่มหนักจะลงพุงและแก่เร็ว นอกจากนี้ยังทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในผู้หญิงที่ดื่มหนักมาก มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่า เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเช่นเดียวกัน
 9. หยุดสูบเสียแต่วันนี้
     สูบบุหรี่ 1 มวนกระตุ้นการสร้างสารอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น 1014 ล้านโมเลกุล ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคถุงลมโป่งพองและโรคมะเร็ง
 10. หลีกเลี่ยงโลหะหนักและสารปรอท
     ในอเมริกาและยุโรปสั่งห้ามใช้อะมัลกัม (Amalgum : ทำมาจากปรอทซึ่งเป็นโลหะหนัก) ในการอุดฟันคนไข้ เพราะพบว่ามีการระเหยปล่อยสารปรอทเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าคนเป็นมะเร็งเต้านมและอัลไซเมอร์มีผลส่วนหนึ่งมาจากปรอทและโลหะหนัก ปัจจุบันคนเยอรมันหันมาใช้ “เซอร์โคเนียม” (เพชรรัสเซีย) ในการอุดฟัน รวมถึงการผลิตข้อเทียม กระดูก และรากฟันเทียมแทน เพราะไม่ทำปฏิกิริยาต่อร่างกาย
 11.วางโทรศัพท์มือถือไกลตัว
     มีงานวิจัยว่าการใช้โทรศัพท์มือถือซึ่งใช้คลื่นความถี่สูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ถ้าเป็นไปได้ ควรวางโทรศัพท์ไว้ห่างจากร่างกายจะดีกว่า
 12.เข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม
     ตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตีสองเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งส่งผลให้หลับลึก ทำให้ความจำดี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และทำให้การหลั่งฮอร์โมนอื่น ๆ ในร่างกายสมดุล ขณะเดียวกันช่วงที่ร่างกายหลับลึกส่งผลให้โกร์ทฮอร์โมนหลั่งออกมาเพื่อเสริมสร้างโปรตีนในร่างกาย ได้แก่ คอลลาเจนใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และกระดูกให้แข็งแรง ช่วยลดไขมันที่สะสมในร่างกาย ถ้าไม่อยากแก่ อย่านอนดึกจนเกินไป
 13. กินวิตามิน
     วิตามินบางตัวออกฤทธิ์เป็นสารอนุมูลอิสระ เช่น กลุ่มวิตามินเอ อี ซี ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายต้องการตลอดเวลาเพราะสร้างเองไม่ได้ และต้องทำงานเป็นระบบ แต่ละตัวมีคุณสมบัติต่างกัน เช่น วิตามินซีละลายในน้ำ ช่วยปกป้องดีเอ็นเอ ส่วนวิตามินเอ อี โคเอนไซม์คิว 10 ละลายในไขมัน ช่วยปกป้องผนังเซลล์ให้แข็งแรง ถ้ามั่นใจว่าได้รับสารเหล่านี้เพียงพอจากการกินอาหารจะไม่กินวิตามินเสริมก็ได้
     แต่ปัญหาก็คือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่า อาหารที่กินเข้าไปให้วิตามินเหล่านั้นเพียงพอ เช่น ร่างกายต้องการวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม เท่ากับส้ม 14 ลูก วิตามินอี 500 IU เท่ากับกินน้ำมันพีนัท 12.5 ช้อนโต๊ะ ซึ่งในชีวิตประจำวันเราไม่มีโอกาสได้รับอย่างครบถ้วน จึงต้องใช้วิตามินเสริมทดแทนสารอาหารที่ร่างกายขาดไป เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราขาด ก็ด้วยการตรวจปริมาณสารเหล่านี้ในเลือดว่าเพียงพอหรือไม่ มีความจำเป็นต้องได้รับในปริมาณเท่าไหร่ต่อวันจึงจะเหมาะสมที่สุด
 14. เสริมฮอร์โมน
     ปกติร่างกายต้องใช้ฮอร์โมนในการทำงาน แต่ผู้หญิงผู้ชายถูกกำหนดไว้แล้วโดยเฉลี่ยเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะผลิตฮอร์โมนลดลง เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น อ่อนเพลีย อารมณ์หงุดหงิด ความจำแย่ลง การเผาผลาญลดลง ร่างกายเปลี่ยนแปลง เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น แห้ง ผมร่วง ตามหลักการของเวชศาสตร์ชะลอวัย หรือ Anti-Aging Medicine นั้น ถ้าไม่มีข้อห้าม สามารถได้รับฮอร์โมนทดแทนเพื่อรักษาสมดุลเหล่านั้นกลับคืนมา แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
ขอบคุณที่มาจาก รพ.กรุงเทพ วิชาการดอทคอม
และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)