ขายตรงยุคใหม่ อยู่อย่างไร … ไร้ปัญหา

mlm-190ขายตรงยุคใหม่ อยู่อย่างไร … ไร้ปัญหา

งานเสวนาทางวิชาการ ๑๐ ปี “เส้นทางนักขาย” ในหัวข้อ “ขายตรงยุคใหม่ อยู่อย่างไร … ไร้ปัญหา” เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ที่สโมสรทหารบก นับเป็นงานเสวนาทางวิชาการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบธุรกิจขายตรง เป็นเวทีให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการ บังคับใช้กฎหมาย ได้มีโอกาสพบปะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจขายตรงที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งต้องยอมรับว่าเส้นแบ่งระหว่าง “ขายตรง” กับ “แชร์ลูกโซ่” นั้นค่อนข้างบางมาก แต่หากทำความเข้าใจในหลักกฎหมายให้ถ่องแท้แล้ว ก็จะสามารถแยกแยะได้ค่อนข้างง่ายว่าธุรกิจใดเข้าข่ายเป็น “แชร์ลูกโซ่” หรือไม่ แต่เนื่องจากเวลาที่ให้พูดบนเวทีเสวนาทางวิชาการฯ ดังกล่าว ค่อนข้างจำกัด จึงขออนุญาตใช้พื้นที่ของหนังสือ “เส้นทางนักขาย” มาเล่าขยายความต่อจากบนเวทีเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ประกอบธุรกิจขายตรงอีก ครั้งว่า เส้นแบ่งระหว่าง “ขายตรง” กับ “แชร์ลูกโซ่” นั้นอยู่ตรงไหน

คงต้องศึกษาจากกฎหมายว่าด้วยการขายตรงและตลาดแบบตรงให้ถ่องแท้ก่อน จะพบว่าในกฎหมายดังกล่าวมีทั้งบทบังคับ ข้อห้าม และข้อกำหนดในเรื่องการจ่ายผลตอบแทนไว้หลายประการ ได้แก่
(๑) ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนกับ สคบ.
(๒)  ห้ามดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่าย โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายเพิ่มขึ้น
(๓) ห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าเป็นสมาชิกในอัตราสูงกว่าที่คณะกรรมการกำหนด (ขณะนี้ยังมิได้กำหนดว่าค่าธรรมเนียมฯ ที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด)
(๔) ต้องไม่กำหนดให้ได้รับผลตอบแทนเป็นรายได้หลักจากการแนะนำผู้จำหน่ายอิสระ หรือตัวแทนขายตรงเข้าร่วมเป็นเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น
(๕) ผลตอบแทนต้องขึ้นอยู่กับการขายสินค้าหรือบริการ
(๖) ต้องไม่บังคับให้ผู้จำหน่ายอิสระซื้อสินค้า
(๗) ต้องไม่ชักจูงให้ผู้จำหน่ายอิสระซื้อสินค้าในปริมาณมากเกินไปอย่างไม่สมเหตุผล
(๘) ต้องแสดงวิธีการคิดคำนวณการจ่ายผลตอบแทนที่ตรงต่อความเป็นจริง หรือเป็นไปได้จริงและอย่างเปิดเผยชัดเจน ฯลฯ

จะเห็นว่าข้อห้ามและข้อกำหนดของการประกอบธุรกิจขายตรงที่สำคัญโดยเฉพาะ ข้อ (๒), (๔), (๕) และ (๗) ดังกล่าว นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการควบคุม กำกับดูแลธุรกิจขายตรงให้เป็นธุรกิจขายตรงจริงๆ จึงได้มีบทบัญญัติห้ามการดำเนินการไว้ค่อนข้างรัดกุม ทั้งนี้ เพื่อมิต้องการให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงบิดเบือนแผนการตลาดให้ผิดไปจากที่ ได้รับอนุญาตไว้จาก สคบ. ไปเป็นธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายขยายองค์กรเป็นสำคัญ และจากการสืบสวนข้อเท็จจริงอันเนื่องมาจากการได้รับแจ้งเบาะแสพบว่า การประกอบธุรกิจขายตรงของบริษัทต่างๆ  หลายบริษัทในปัจจุบันได้กำหนดแผนการตลาดมุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายขยายองค์กรเป็นสำคัญ มากกว่าการกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค จึงมักจะมีการละเมิดบทบัญญัติของกฎหมาย โดยเฉพาะข้อห้ามและข้อกำหนดตาม (๒), (๔), (๕) และ (๗) เป็นจำนวนมาก มิใช่มีการละเมิดเพียงเท่านี้ บางบริษัทละเมิดตั้งแต่ข้อ (๑) กล่าวคือ ประกอบธุรกิจขายตรงทั้งๆ ที่ยังมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน นอกจากนั้นยังพบว่ามีการกล่าวอ้างเสมอว่าบริษัทเขามิใช่แชร์ลูกโซ่ เพราะบริษัทเขามีสินค้าและเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียง อีกทั้งเป็นที่นิยมของประชาชน สินค้าใช้แล้วดี ธุรกิจของเขาเป็นธุรกิจเครือข่าย มีสมาชิกมากมายนับหมื่น นับแสน นับล้าน โดยหลีกเลี่ยงการพูดถึงแผนการตลาดที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย

เส้นแบ่งของ “ธุรกิจขายตรง” และ  “แชร์ลูกโซ่” อยู่ที่การฝ่าฝืนข้อห้ามตามข้อ (๒) ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.๒๕๔๕ นั่นคือ การดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่าย โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายเพิ่มขึ้น โดยมิได้คำนึงถึงยอดขายสินค้าหรือบริการแต่อย่างใด แผนประทุษกรรมที่พบในเกือบทุกคดีก็คือ ผู้บรรยายแผนการตลาดมักจะกล่าวกับสมาชิกเสมอๆ ว่า “ไม่ต้องรักษายอดขาย รายได้หลักมาจากการสร้างเครือข่ายขยายองค์กร” “รายได้ที่มาจากการขายนั้นเป็นเพียงเศษเงิน แต่รายได้หลักอยู่ที่การหาสมาชิกเข้ามาร่วมเครือข่าย” เพราะผู้บรยายแผนและแม่ทีมต่างก็รู้จุดอ่อนของการขายตรงดีว่า การขายตรงตามกฎหมายที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้น ผู้จำหน่ายอิสระต้องทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญาในการเสนอขายสินค้าให้กับผู้บริโภค หากจะตั้งคำถามว่า “เมื่อไม่ต้องรักษายอดขายแล้ว บริษัทนำเงินจากที่ใดไปจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับสมาชิก” คำตอบก็คือ เมื่อบริษัทมิได้มุ่งเน้นว่ารายได้ต้องมาจากการขายสินค้าเป็นหลัก ผลกำไรของบริษัทย่อมไม่มี หรือมีไม่เพียงพอต่อการนำไปจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับสมาชิก ผลตอบแทนจึงมาจากเงินลงทุนของสมาชิกนั่นเอง หรือเป็นเงินของสมาชิกใหม่ที่ถูกชักชวนให้เข้ามาร่วมเป็นเครือข่าย นำไปจ่ายหมุนเวียนให้กับสมาชิกเก่า ยิ่งหาสมาชิกได้มากเท่าใด เงินหมุนเวียนก็จะมากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่สามารถหาสมาชิกเพิ่มขึ้น รายได้ที่จะนำไปจ่ายเป็นผลตอบแทนก็ไม่มี หรือมีไม่เพียงพอ ในที่สุดบริษัทก็ต้องพังครืนลง ทิ้งความเสียหายไว้ให้กับประชาชน ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายคดี พฤติการณ์ดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๑๙ นอกจากนั้น ยังไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเรื่องแผนการจ่ายผลตอบแทนตามมาตรา ๒๑ ด้วยที่ว่า “ผลตอบแทนที่เป็นรายได้หลักต้องขึ้นอยู่กับการขายสินค้าหรือบริการ” เท่านั้น

ฉะนั้น หากผู้ประกอบธุรกิจขายตรงรายใดมีพฤติการณ์ที่ฝ่าฝืนข้อห้าม และไม่ทำตามข้อ กำหนดเรื่องแผนการจ่ายผลตอบแทนตามกฎหมาย ก็เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขายตรงและตลาดแบบตรง นั่นหมายว่า ท่านกำลังข้ามเส้นแบ่งของกฎหมายว่าด้วยการขายตรงฯ เข้าไปยังกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือแชร์ลูกโซ่แล้ว นั่นคือ เป็นการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ ๔ – ๖ ต่อปี)  ซึ่งแผนการจ่ายผลตอบแทนที่ขัดต่อมาตรา ๑๙ และ ๒๑ ดังกล่าว เชื่อว่า ผู้บรยายแผนหรือผู้ประกอบธุรกิจรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าเป็นการนำเงินจาก ผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นไปจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน

นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาด้วยว่า สินค้าหรือบริการที่ได้รับอนุญาตให้นำไปขายตรงนั้น เป็นสินค้าหรือบริการที่สามารถสร้างรายได้หรือผลกำไรได้มากพอที่จะจ่ายผลตอบแทนตามที่โฆษณาหรือประกาศได้หรือไม่ บริษัทที่ถูกดำเนินคดีไปแล้วทุกรายไม่สามารถสร้างผลกำไรได้มากพอที่จะจ่ายผลตอบแทนได้เช่นนั้น ยิ่งมีการประกาศว่า “ไม่ต้องรักษายอดขาย” หรือ “รายได้จากการขายเป็นเพียงเศษเงิน แต่รายได้หลักอยู่ที่การหาสมาชิกเข้าร่วมเครือข่าย” ยิ่งเป็นการตอบคำถามได้ชัดเจนว่า เมื่อไม่ต้องรักษายอดขาย ก็ไม่มีรายได้จากการขายสินค้า รายได้หลักจึงมิได้มาจากการขายสินค้าหรือบริการ เมื่อมีแต่การหาสมาชิกเข้ามาร่วมเครือข่าย ซึ่งอาจมีการบังคับซื้อสินค้าอย่างน้อยคนละ ๑ ชุด ประมาณ ๓,๐๐๐ บาท  เท่านั้น เชื่อว่า ผู้ประกอบธุรกิจรายนั้นหรือผู้บรรยายแผนการตลาดย่อมรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ แท้ที่จริงแล้วเป็นการนำเงินจากสมาชิกรายนั้นเองหรือรายอื่นไปจ่ายหมุนเวียนให้แก่สมาชิกรายเก่านั่นเอง ซึ่งไม่มีทางตีความเป็นอย่างอื่นได้  คงพอจะมองเห็นเส้นแบ่งได้ชัดเจนแล้วว่า “ขายตรง” และ “แชร์ลูกโซ่” นั้นพิจารณาเส้นแบ่งกันตรงไหน อย่างไร

เพื่อให้มองเห็นภาพได้จัดเจนยิ่งขึ้น จะขออนุญาตนำแผนการตลาดที่เป็นแผนประทุษกรรมที่เกิดขึ้นจริงมาวิเคราะห์กันว่า เป็นขายตรงหรือแชร์ลูกโซ่ เป็นแผนการตลาดของบริษัท สารขันธ์ จำกัด (นามสมมติ)  ผู้บรรยายแผนได้นำเสนอต่อสมาชิกจำนวนมากว่า รายได้จากการประกอบธุรกิจมี ๖ ทาง  (๑) รายได้จากกำไรของการขายปลีกร้อยละ ๑๐-๓๐ (๒) รายได้จากการขยายสายงานส่วนตัว ร้อยละ ๑๐, ๒๐ และ ๓๐ (๓) รายได้จากการจับคู่จ่าย หรือรายได้จากการสร้างเครือข่ายวันละ ๕๐๐-๓๓,๖๐๐ บาท  (๔) โบนัสแมทซ์ชิ่ง (Matching) ร้อยละ ๑๔ (๕%, ๔%, ๓% และ ๒%) (๕) โบนัสอินฟินิตี้ ร้อยละ ๑๕ และ (๖) โบนัสแมทซ์ชิ่ง (Matching) ร้อยละ ๕๐ (๑๐%, ๑๐%, ๑๐%, ๑๐%, และ ๑๐%)

จะเห็นว่า รายได้จากการประกอบธุรกิจที่มาจากการขายสินค้ามีเพียง  (๑) เพียงข้อเดียวเท่านั้น นอกนั้นเป็นเรื่องของการสร้างเครือข่ายขยายองค์กรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสายงานส่วนตัวด้วยการไปแนะนำบุคคลอื่นเข้ามาเป็นสมาชิก รายได้จากการจับคู่จ่าย หรือโบนัสแมทซ์ชิ่ง (Matching) ต่างๆ ในส่วนของรายได้จากการจับคู่จ่าย ซึ่งสามารถสร้างเครือข่ายได้ทั้งทางกว้างและทางลึกไม่จำกัด โดยมีแนวทางให้สมาชิกเลือกอีกว่า จะสมัครแบบ ๒ สายงาน หรือ ๓ สายงาน  หากสมัครแบบ ๒ สายงาน จะจ่ายโบนัสวันละ ๘ คู่ เป็นเงิน ๔,๔๐๐ บาท/วัน/รอบ  ไม่ต้องรักษายอดขาย จะได้รายได้เดือนละ ๓๓,๖๐๐ บาท หรือหากสมัครแบบ ๓ สายงานต่อ ๑ รหัส จะจ่ายโบนัสวันละ ๑๒ คู่ เป็นเงิน ๘,๔๐๐ บาท/วัน/รอบ ไม่ต้องรักษายอดขาย จะได้รายได้เดือนละ ๒๕๒,๐๐๐ บาท หรือสมัครแบบ ๓ สายงาน จำนวน ๔ รหัส หรือ ๑ วีไอพี (VIP) จะจ่ายโบนัสวันละ ๑๒ คู่ เป็นเงิน ๘,๔๐๐ บาท/วัน/รอบ รวม ๔ รหัส จะได้รายได้วันละ ๓๓,๖๐๐ บาท (๘,๔๐๐ x ๔ = ๓๓,๖๐๐) โดยไม่ต้องรักษายอดขาย จะได้รายได้เดือนละ ๑,๐๐๘,๐๐๐ บาท (๓๓,๖๐๐ x ๓๐ = ๑,๐๐๘,๐๐๐) นอกจากนั้น ยังได้รับโบนัส แมทซ์ชิ่ง (Matching) อีกร้อยละ ๑๔ โดยคำนวณจากเครือข่ายที่สร้างขึ้นไว้แล้ว กำหนดเป็น ๕% จากทีมลูก, ๔% จากทีมหลาน, % จากทีมเหลน และ ๒% จากทีมโหลน และยังมีโบนัสอินฟินิตี้อีกร้อยละ ๑๕ คำนวณจากโครงสร้างขององค์กรเดิมทั้งหมด ซึ่งแต่ละทีมสามารถขยายองค์กรออกไปได้มากเท่าใดในแต่ละเดือน ก็นำยอดของแต่ละทีมมารวมกันทั้งหมดคูณด้วย ๑๕๐

สมมติว่าแต่ละทีมสามารถขยายองค์กรได้รวมกัน ๘,๐๐๐ รหัส ก็นำ ๘,๐๐๐ x ๑๕๐ = ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท จะเห็นว่า รายได้จากการประกอบธุรกิจทั้ง ๖ ทาง มีเพียง (๑) เท่านั้นที่กำหนดว่ารายได้มาจากกำไรที่ได้จากการขายสินค้า หากขายมากก็ได้มาก ขายน้อยก็ได้น้อย ขายเร็วได้เร็ว ขายช้าได้ช้า ซึ่งผู้บรรยายแผนการตลาดก็มักโฆษณาชักชวนกับสมาชิกเสมอว่า เนื่องจากธุรกิจของเราเป็นธุรกิจเครือข่าย ฉะนั้น รายได้หลักจะมาจาก (๒) เป็นต้นไป ยิ่งหาสมาชิกเข้าร่วมเครือข่ายได้มากเท่าใด ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากขึ้นเท่านั้น ขยายมากได้มาก ขยายน้อยได้น้อย ขยายเร็วได้เร็ว ขยายช้าได้ช้า คงพอจะมองเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า แผนการตลาดแบบนี้มิได้เน้นเรื่องการขายสินค้าเลย แต่ในทางตรงข้ามกลับมุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายขยายองค์กร ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๑๙ ที่ห้ามการดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือ ข่าย โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายเพิ่มขึ้น โดยมิได้คำนึงถึงยอดขายสินค้าหรือบริการแต่อย่างใด และขัดต่อแผนการจ่ายผลตอบแทนตามมาตรา ๒๑ ด้วยที่ว่า ต้องไม่กำหนดให้ผู้จำหน่ายอิสระได้รับผลตอบแทนที่เป็นรายได้หลักจากการรับ สมัครบุคคล หรือแนะนำผู้จำหน่ายอิสระเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจขายตรง  รวมทั้งผลตอบแทนที่เป็นรายได้หลักของผู้จำหน่ายอิสระต้องขึ้นอยู่กับการขาย สินค้าหรือบริการแก่ผู้บริโภคเท่านั้น

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดเจนจากการบรรยายแผนการตลาดของบริษัทที่ ประกอบธุรกิจขายตรงบริษัทหนึ่งในขณะนี้ โดยบรรยายแผนความตอนหนึ่งว่า “รายได้จากกำไรที่ได้จากการขายปลีกเป็นเพียงเศษเงิน แต่รายได้หลักอยู่ที่ (๖) และ (๗)” สรุปง่ายๆ ก็คือ หากท่านหาสมาชิกให้ได้คนละ ๑๕ คน ท่านสามารถสร้างรายได้มากถึงเดือนละ ๔๐ ล้านบาท ขอให้ทุกคนไปท่องในใจว่า “๑๕ คน ๔๐ ล้าน” ขอให้ท่านใช้วิจารณญาณว่า สินค้าประเภทเครื่องอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จะสามารถสร้างผลกำไรได้มากมายมหาศาลเพียงพอนำไปจ่ายผลตอบแทนให้กับสมาชิกได้ ตามที่โฆษณาหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่มีทางเป็นไปได้”  แล้วรายได้หรือผลตอบแทนมาจากไหน คำตอบคือ มิได้มาจากการขายสินค้าแน่นอน แต่มาจากการหาสมาชิกเข้าร่วมเครือข่าย “๑๕ คน ๔๐ ล้าน”  ขอให้ท่านผู้อ่านช่วยกันวินิจฉัยว่า แผนการตลาดดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจขายตรงในการ ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดแผนการตลาดและแผนการจ่ายผลตอบแทนให้เป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ  อีกทั้งต้องคอยควบคุมกำกับดูแลแม่ทีมและผู้บรรยายแผนการตลาดให้เป็นไปตามแผนที่ได้จดทะเบียนไว้กับ สคบ. และพึงระวังการดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่าย โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายเพิ่มขึ้น โดยมิได้คำนึงถึงยอดขายสินค้าหรือบริการแต่อย่างใด หากสามารถกระทำได้ เชื่อว่าท่านจะสามารถยืนหยัดอยู่ในวงการธุรกิจขายตรงยุคใหม่ได้อย่างไร้ปัญหา ตราบนานเท่านาน

อ้างอิง : นสพ. เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 186 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2553
ที่มา : http://www.sumret.com/content.php?id=2088&group_id=45

ขอบคุณครับ
Admin : www.snaturbysrithai.com

You can leave a response, or trackback from your own site.
Powered by WordPress | Palm Pre Reviews at Palm Pre Blog. | Thanks to Juicers, Free MMO and Fat burning furnace